วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเข้าใจเกี่ยวกับ ไฟฟ้าสำรองของประเทศ

         ความเข้าใจและข้อมูลที่ไม่ตรงกันเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2015) ทำให้สมมุติฐานและข้อสรุปที่ได้แตกต่างกัน จากข้อมูลของนักวิชาการบางท่าน ระบุ ว่า กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศจะสูงถึง 42 – 63 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 20 ปีข้างหน้า แต่จาก PDP2015 กำลังผลิตผลิตสำรองไฟฟ้าของประเทศในช่วงปี 2559 – 2579 จะอยู่ระหว่าง ร้อยละ 15 – 39
          ความคาดเคลื่อนในชุดของข้อมูลดังกล่าว อาจมีสาเหตุมาจาก วิธีการคำนวณปริมาณไฟฟ้าสำรองที่แตกต่างกัน ซึ่งนักวิชาการบางท่าน ใช้กำลังผลิตติดตั้ง หรือกำลังผลิตตามสัญญา มาหักลบด้วยพยาการณ์ความต้องการสูงสุด ขณะที่ข้อเท็จจริงของการจัดทำ PDP รวมทั้ง PDP2015 ใช้กำลังผลิตพึ่งได้ของระบบไฟฟ้ามาเป็นฐานในการคำนวณ
ทำไมจึงคำนวณไฟฟ้าสำรองด้วยกำลังผลิตพึ่งได้
          เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าสูงสุด มักเกิดในช่วงเวลา 14.00 น. – 15.00 น. ในเดือนเมษายนของทุกปี หากระบบไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ อาจทำให้เกิดไฟฟ้าดับได้ การวางแผนระบบไฟฟ้า จึงต้องนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งได้ของโรงไฟฟ้าที่อยู่ในระบบ ในเวลานั้น มาเป็นฐานในการคำนวณไฟฟ้าสำรอง
          จากการศึกษาของคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ในเวลาดังกล่าว Glossary Link โรงไฟฟ้าพลังความร้อน ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ เป็นโรงไฟฟ้าที่มีความพึ่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เป็นช่วงเวลาที่เขื่อนมีน้ำน้อย โรงไฟฟ้าพลังน้ำจึงมีความพึ่งได้เฉลี่ยร้อยละ 36 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พึ่งได้ร้อยละ 35 เพราะเป็นช่วงที่มีแดดแรง แต่กังหันลมมีความพึ่งได้เพียงร้อยละ 2 เป็นต้น
การคำนวณกำลังผลิตสำรอง
การคำนวณกำลังผลิตสำรอง
          ทั้งนี้ กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองควรมีอย่างน้อยร้อยละ 15 ของกำลังผลิตพึ่งได้ ตามมาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังผลิตพึ่งได้จะต้องรองรับแผนการซ่อมบํารุงรักษาโรงไฟฟ้า และเหตุสุดวิสัย ในกรณีที่ระบบส่งไฟฟ้าหรือโรงไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ (โดยกําหนดเท่ากับกําลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของระบบ(N-1))
ทำไม กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในอนาคตจึงค่อนข้างสูง
          สาเหตุที่กำลังผลิตสำรองสูงกว่ามาตรฐานร้อยละ 15 ในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากเป็นรอยต่อของ PDP2010 มาเป็น PDP2015(2558-2579) ซึ่งสมมุติฐานในการจัดทำมีความแตกต่างกัน ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่
  • การปรับลดพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ของสภาพัฒน์ จากร้อยละ 4.5 เหลือ 3.94
  • การปรับเพิ่มเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน จาก 29,383 ล้านหน่วย เป็น 89,672 ล้านหน่วย
  • การมีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่ผูกพันตามสัญญา
  • การจัดทำโครงการโรงไฟฟ้าภาคใต้ เพื่อให้มีกำลังผลิตในพื้นที่เพียงพอ ตามมาตรฐานความมั่นคงในระบบไฟฟ้า
         อย่างไรก็ตาม แผน PDP2015 ได้ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากแผนเดิมถึง 10,000 Glossary Link เมกะวัตต์ หรือลดลงปีละ 500 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยที่ความต้องการไฟฟ้าในอนาคต จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.67 หรือปีละ 981 เมกะวัตต์ ดังนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่อาจสูงถึงร้อยละ 39 ในปี 2568 จะเริ่มลดลงจนเหลือร้อยละ 15 ในปี 2575 แต่หากเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตสูงกว่าคาดการณ์ รวมทั้ง การอนุรักษ์พลังงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะทำให้ปริมาณไฟฟ้าสำรอง ไม่สูงอย่างที่วิตกกังวล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการติดตามและปรับแผน PDP เป็นระยะๆ ตามสถานการณ์





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น