วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558



การขนส่งถ่านหินสู่โรงไฟฟ้ากระบี่ 

ความใส่ใจต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม


           กฟผ. ตระหนักถึงความสำคัญของวาระกระบี่โดยเฉพาะเรื่อง Krabi go green ดังนั้นการออกแบบของโรงไฟฟ้าและการกำหนดมาตรการในการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรัดกุมและรอบคอบ อีกทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการแรกคือการขนส่งถ่านหินมายังโรงไฟฟ้า จนได้ข้อสรุปที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการขนส่ง ตั้งแต่การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของการขนส่งและท่าเทียบเรือ
ถ่านหิน
         การเดินเรือ ขนส่งถ่านหินขนาด 10,000 ตัน จากต่างประเทศมายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ใช้เรือขนส่งถ่านหินระบบปิดจำนวนไม่เกินวันละ 2 ลำ และใช้ทางเดินเรือเดียวกันกับ เรือขนส่งน้ำมันเตาสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ปัจจุบัน เส้นทางนี้ห่างจากจุดดำน้ำและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกระบี่ อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และพะยูน
         ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและการขนถ่ายถ่านหินจากเรือผ่านสายพานลำเลียงไปยัง โรงไฟฟ้า กฟผ. ได้ออกแบบเป็นระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ทำให้ทะเลเกิดการปนเปื้อนจากถ่านหิน อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล อาหารทะเล การประกอบอาชีพประมงและวิถีชุมชน

http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/37

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ใครเป็นคนกำหนดค่าไฟฟ้า?

         ไฟฟ้าที่เราใช้ในแต่ละวัน ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือน ที่เรามักจะเรียกว่า "ค่าไฟฟ้า" ค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับบริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า
          เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า ใครคือคนที่กำหนดค่าไฟฟ้า และมีขั้นตอนกำหนดค่าไฟฟ้าอย่างไร และต้นทุกของพลังงานที่นำมาผลิตกนะแสไฟฟ้าแต่ละประเภทมีต้นทุนเท่าไร?


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/5

TAG: 


แผงควบคุมไฟฟ้าภายในบ้าน

          ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชิวิตประจำวัน ทุกครัวเรือน บริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ ล้วนมีแต่ต้องการใช้ไฟฟ้า การเดินสายไฟหรือต่อวงจรจำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านไฟฟ้าด้วย แต่วงจรไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/2

TAG: 

การช่วยเหลือผู้ที่ประสบอันตรายจากไฟฟ้า

           ไฟฟ้านอกจากจะให้ประโยชน์ด้านสาธารณูปโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ไฟฟ้ายังมีความอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอีกด้วย การใช้ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวังมาก
           แต่ไม่ว่าจะมีความระมัดระวังเท่าใด อุบัติเหตุก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้ หากเกิดอุบัติเหตุได้รับอันตรายจากไฟฟ้า เราจะรับมือด้วยวิธีใด


ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/1

TAG: 

โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง?

โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง?

ถ่านหิน ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สามารถใช้ได้ทั้ง ลิกไนท์ ซับบิทูมินัส และบิทูมินัส ทั้งนี้ขึ้นกับแหล่งของถ่านหิน 

ลิกไนท์

- จัดเป็นถ่านหินคุณภาพปานกลาง เนื่องจากมีความชื้นสูง
- สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ แต่ควรเป็นโรงไฟฟ้าใกล้เหมืองเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
- ลิกไนท์บางแหล่งอาจมีสารอนินทรีย์ซึ่งไม่เผาไหม้สูง เมื่อสันดาปจะเกิดเป็นเถ้าหากเป็นเถ้าลอย จะฟุ้งกระจาย สามารถดักจับด้วยถุงกรอง (Bag Filter) หรือ ระบบตกตะกอนไฟฟ้าสถิต (ESP)
- หากเป็นแหล่งที่มีซัลเฟอร์สูง ก็สามารถแก้ปัญหาด้วย
การติดตั้งระบบดักจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD)

- หากมีเถ้าสูง ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วย
การติดตั้งระบบดักจับฝุ่น (ESP หรือ Filter Bag) 

บิทูบินัสและซับบิทูมินัส

- จัดเป็นถ่านหินคุณภาพสูง เนื่องจากมีความชื้นต่ำ

- เหมาะใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหรือผลิตความร้อนในอุตสาหกรรม
ทั้งใกล้และไกลเหมือง

- บิทูมินัสและซับบิทูมินัสบางแหล่งอาจมีซัลเฟอร์สูง แต่แหล่งที่ไทยนำเข้า (อินโดนีเซียและออสเตรเลีย) มีซัลเฟอร์ต่ำ จึงสามารถใช้ซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และ/หรือ ผลิตความร้อนในอุตสาหกรรม โดยปล่อย SO น้อยมาก

 


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/11

TAG: 

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ทำงานอย่างไร?

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มีการทำงาน 2 ส่วน ได้แก่

1. ส่วนผลิตความร้อน

เป็นส่วนที่ผลิตความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันเพื่อไปต้มน้ำในเครื่องกำเนิดไอน้ำ

2. ส่วนผลิตกระแสไฟฟ้า

เป็นส่วนที่ผลิตไฟฟ้าจากการแปลงพลังงานความร้อนที่ได้จากส่วนที่ 1 ไปเป็นพลังงานกล
ในการหมุนกังหันและพลังงานไฟฟ้าในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า



ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/12

TAG: 


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระเบิด ได้หรือไม่?

ไม่ระเบิดครับ เพราะว่า


1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้ U235 ที่มีความเข้มข้น Isotope ที่ 3-5% ซึ่งแตกต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ต้องใช้ความเข้มข้นอย่างน้อย 90%

2. ออกแบบโดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยมีระบบควบคุมความปลอดภัยหลายขั้นตอน ต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ระเบิดแล้วไม่สามารถหยุดการทำงานได้

3. การก่อสร้างและการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกตรวจสอบโดย IAEA เพื่อความปลอดภัยเป็นหลักครับ



ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/14

TAG: 


ระบบป้องกันของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ มีอะไรบ้างนะ?

ระบบป้องกันเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ประกอบด้วย เกราะป้องกันทางกายภาพหลายชั้น ซึ่งช่วยป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยการป้องกันมีอยู่ 3 ส่วนคือ


1. แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์

ท่อบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ทำจากโลหะผสม Zirconium ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อแรงดันสูง อุณหภูมิสูงและรังสีสูงในแกนปฏิกรณ์ รวมทั้งทนต่อการกัดกร่อนได้อย่างดีเยี่ยม ทำหน้าที่กักเก็บสารกัมมันตรังสีไว้เท่านั้น

2. ถังปฏิกรณ์

ทำจากเหล็กกล้า (Steel) หนาอย่างน้อย 20 ซม. เพื่อรองรับแรงดันสูง ภายในแกนปฏิกรณ์ และบุด้วยแผ่นเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) เพื่อรองรับการกัดกร่อน

3. อาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปโดมโครงสร้างทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กหนาอย่างน้อย 2 เมตร ออกแบบให้สามารถรองรับการชนของอากาศยานได้ รวมถึงสามารถรองรับความดันสูงที่อาจเกิดขึ้นภายในได้โดยไม่มีการรั่วไหลออกสู่ภายนอก


กระบวนการเทคโนโลยีถ่านถินสะอาด

ก่อนการเผาไหม้ ระหว่างการเผาไหม้ และหลังการเผาไหม้ จะสะอาดยังไง มาดูกัน




ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/18

TAG: 

รับมือค่าไฟหน้าร้อน ลดพลังงาน


รับมือค่าไฟหน้าร้อน ลดพลังงาน


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/19

TAG: 

พลังงานทางเลือกใหม่มีอะไรบ้างนะ

พลังงานแสงอาทิตย์
พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ พลังงานที่เกิดจากแสงและพลังงานที่เกิดจากความร้อน
  1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ
  2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น
ตัวอย่างรูปแบบ แอคทีพโซลาร์ ได้แก่
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธี โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar photovoltaics เช่น เซลล์แสงอาทิตย์
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ solar thermal electricity
  • การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating
              
ข้อดี
ข้อเสีย
1.  เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.  ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3.  ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1.  ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2.  ใช้พื้นที่มาก ( 1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3.   ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
4.  ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแดดจัด เมฆมากจะผลิตได้น้อย

พลังงานลม
พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่าง ๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น พลังงานลมก็เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์คือไม่ต้องซื้อ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเอาพลังงานลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น พื้นที่ยังมีปัญหาในการวิจัยพัฒนานำเอาพลังงานลมมาใช้งานเนื่องจากปริมาณของลมไม่สม่ำเสมอตลอดปี แต่ก็ยังคงมีพื้นที่บางพื้นที่สามารถนำเอาพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยในการเปลี่ยนจากพลังงานลมออกมาเป็นพลังงานในรูปอื่น ๆ เช่น ใชั กังหันลม wind turbineเพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานไฟฟ้า กังหันโรงสี หรือ windmill เพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล คือเมื่อต่อเข้ากับระหัดวิดน้ำเพื่อระบายน้ำหรือต่อเข้ากับจักรกลก็สามารถใช้สีข้าวหรือนวดแป้งได้ กังหันสูบน้ำ หรือ wind pump, sails หรือใบเรือ เพื่อขับเคลื่อนเรือ เป็นต้น
windfarm จะประกอบด้วยกังหันลมเป็นจำนวนมาก และต่อเข้ากับสายส่งกลางเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าหลัก (ในไทยคือ กฟผ) ลมในทะเลจะมีความแรงและแน่นอนกว่าลมบนบก แต่การสร้างในทะเลถึงจะไม่ทำให้รกหูรกตามากนักแต่ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาจะแพงกว่าการสร้างบนบกมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แพงไปกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป
พลังงานลมถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อมาแทนทีพลังงานฟอสซิล มีปริมาณมาก มีอยู่ทั่วไป สะอาด หมุนเวียนได้ และมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก พลังงานลมมีความสม่ำเสมอในแต่ละปี อาจมีบางช่วงที่ขาดหายไปบ้างแต่ก็จะไม่สร้างปัญหาในการผลิตไฟฟ้าถ้าออกแบบให้มีประสิทธิภาพเพียง 20% ของปริมาณความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด การติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดจะสามารถลดปัญหาลงได้

ข้อดีข้อเสีย
1. เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ้งแวดล้อม
2. ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3. ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1. ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2. ใช้พื้นที่มาก (1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3. พื้นที่ที่มีศักยภาพเข้าถึงได้ยากเช่น บนภูเขาสูง ป่าต้นน้ำ , ชายหาด
4. ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
5. ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลาที่ลมมีความเร็วเพียงพอ (ไม่ต่ำกว่า 6-8 เมตร ต่อวินาที และไม่เกิน 25 เมตร ต่อวินาที)

พลังงานชีวมวล
ชีวมวล(Biomass) คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและ สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้  สารอินทรีย์เหล่านี้ได้มาจากพืชและสัตว์ต่างๆ เช่น  เศษไม้  ขยะ   วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การใช้งานชีวมวลเพื่อทำให้ได้พลังงานอาจจะทำโดย  นำมาเผาไหม้เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากฟอสซิล (เช่น น้ำมัน) ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและอาจหมดลงได้ ชีวมวลเล่านี้มีแหล่งที่มาต่าง ๆ กัน อาทิ พืชผลทางการเกษตร (agricultural crops) เศษวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร (agricultural residues) ไม้และเศษไม้ (wood and wood residues) หรือของเหลือจากจากอุตสาหกรรมและชุมชน ตัวอย่างเช่น
  • แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
  • ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
  • เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
  • กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
  • กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
  • ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
  • กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อ มะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
  • ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น

ข้อดีข้อเสีย
1.  เพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
2. ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
1. เชื้อเพลิงชีวมวลมีปริมาณจำกัด/ขึ้นกับฤดุการเพราะปลูก/ค่าขนส่ง (แหล่งวัตถุดิบและโรงไฟฟ้าต้องอยู่ไม่เกินรัศมี 50 กม.)
2.  มีปัญหาการเก็บรวบรวม/ควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงชีวมวล
3. มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย (ระหว่างการขนส่ง/จัดเก็บ/ผลิต

พลังงานน้ำ
พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนผู้คนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำเพื่อสร้าง Pot Wheel เพื่อใช้ในวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad : Funicular) โดยตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แบบนี้ อยู่ที่คลอง Tyrone ในไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้
พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น

ข้อดีข้อเสีย
1. นำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ
3. เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และมีอย่างต่อเนื่อง
1. การใช้พลังน้ำจะถูกจำกัดด้วยสถานที่ คือจะผลิตได้แต่เฉพาะที่ที่มี แหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น
2. อาจก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้นได้ในกรณีการพังทลายของเขื่อนกั้นน้ำ
3. เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหันต์
4.  ต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสูง

หมวดของข่าว :  พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก โรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าชีวมวล



ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/20

TAG: 

สมดุลพลังงาน คืออะไร

สมดุลพลังงาน คืออะไร

  แต่ละประเทศมีแหล่งทรัพยากรและนโยบายแตกต่างกัน ทำให้มีโครงสร้างทางพลังงานที่แตกต่างกันไปด้วย แต่สิ่งที่ทุกประเทศต้องทำเหมือนกันคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเกิดจากการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมหรือการมีความสมดุลทางพลังงาน(Energy Balanced) ซึ่งปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมประกอบด้วย
          • ฐานทรัพยากรพลังงานของประเทศ
          • ต้นทุนการผลิตและการจัดหาพลังงาน
          • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
          • นโยบายต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน
          • นโยบายต่อความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน
          • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์
20150402-A01-01
     ลองดูตัวอย่างของประเทศชั้นนำในแต่ละภูมิภาคของโลก มีวิธีการสร้างสมดุลพลังงานไฟฟ้ากันอย่างไร
สหรัฐอเมริกา
20150402-A01-02
          สหรัฐอเมริกา ยังคงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ร้อยละ 66 ส่วนใหญ่ร้อยละ 39 ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ทว่าลดลงจากร้อยละ 50 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากราคาและต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาที่ถูกลง ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2000 เป็นเกือบร้อยละ 30 ในปัจจุบัน ขณะที่การใช้พลังงานทดแทน ก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม ในสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งการจูงใจด้านภาษีและมาตรฐานใหม่ด้านมลภาวะที่เข้มงวด ทำให้ในปี 2014 ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์มีมากกว่าการเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากก๊าซและถ่านหินเป็นปีแรก
20150402-A01-03
          กระนั้นก็ตาม แม้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ก้าวกระโดด แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ EIA จึงคาดการณ์ต่อไปว่า การผลิตพลังงานที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึงปี 2540 จะมาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 73 ทำให้ภาพรวมสัดส่วนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะยังคงสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ปี
ฝรั่งเศส
20150402-A01-04
สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าไฟฟ้าของฝรั่งเศส ปี 2555
ที่มา IEA
          ยุโรปเป็นภูมิภาคที่การใช้พลังงานค่อนข้างมีความอิ่มตัว และเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีความโดดเด่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการสร้างระบบส่งเชื่อมโยงถ่ายเทกระแสไฟฟ้าซึ่งกันและกัน ในขณะที่เยอรมันเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประชาคมยุโรป กำลังปรับโครงสร้างจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 45 และนิวเคลียร์ร้อยละ 15 ไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ถึงร้อยละ 75 มีทิศทางการพัฒนาพลังงานที่นิ่งมากว่า 10 ปี กลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานของยูโรโซน เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีราคาถูกและระบบไฟฟ้ามั่นคงกว่า จึงเป็นประเทศส่งออกพลังงานไฟฟ้าสุทธิให้แก่ยุโรป ข้อดีประการหนึ่งของโครงสร้างพลังงานของฝรั่งเศส คือ พลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อย CO2 ทำให้ฝรั่งเศสจึงไม่ได้รับแรงกดดันต่อปัญหาโลกร้อนมากเหมือนกับสหรัฐอเมริกาหรือจีน ขณะที่นิวเคลียร์ฝรั่งเศสมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1970 และไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยและไม่ต่อต้านนิวเคลียร์เหมือนคนญี่ปุ่น และเยอรมัน
          อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายการปฏิรูปพลังงาน ที่มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เหลือร้อยละ 50 ในปี 2025 และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 15 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 40 ในปี 2030 ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังจับตาดูว่า ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักมาเกือบครึ่งศตวรรษ จะเดินไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่
เกาหลีใต้
20150402-A01-05
          เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการสร้างสมดุลพลังงานอย่างน่าสนใจ มีขนาดทางเศรษฐกิจเป็นลำดับ 4 ของเอเชีย มีความก้าวหน้าและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกในอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อู่ต่อเรือ และโรงกลั่นน้ำมัน แต่ในทางพลังงานต้องพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ถึงร้อยละ 97 เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติลำดับ 2 และถ่านหินลำดับ 4 ของโลก จึงกระจายสัดส่วนการใช้พลังงานทั้ง ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ อย่างใกล้เคียงกัน โดยในปี 2013 มีกำลังผลิตติดตั้งโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ราว 85,000 Glossary Link เมกะวัตต์ หรือเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย
          จากการที่เศรษฐกิจและความต้องการไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้ประสบปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 -10 เท่านั้น จึงมีแผนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 15 โรง กำลังผลิตรวม 12,500 Glossary Link เมกะวัตต์ ภายในปี 2017 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินให้เป็น 45,000 เมกะวัตต์ในปี 2027 เช่นเดียวกับการวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าเป็นร้อยละ 22 ในปี 2027
          การวางแผนโรงไฟฟ้าของเกาหลีใต้ พิจารณาเรื่องของต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกที่สุดเรียงลำดับจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ
          เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก เกาหลีใต้มีแผนเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ จากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 2 ให้ได้ร้อยละ 12 ในปี 2027 รวมทั้งจะมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยี IGCC(Integrated Gasification Combined Cycle) และ CCS(Carbon Capture Storage) มาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในอนาคต
          จากแนวโน้มในปัจจุบัน จะเห็นว่า โลกต่างเห็นพ้องถึงปัญหาโลกร้อน และมีความพยายามนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่การปรับโครงสร้างพลังงานของโลก ยังต้องสร้างความสมดุลไปพร้อมๆกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังเป็นพลังงานหลักของโลกต่อไปอีกหลายสิบปี โดยที่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนพลังงานของแต่ละประเทศ จะไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องมีความพร้อมของโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะมารองรับ การปรับสมดุลพลังงานที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้เกิดความเสี่ยงและไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้


ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/21

TAG: 

การขนส่งถ่านหินกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลมากน้อยแค่ไหน?

ถ่านหิน

            ยุคโลกไร้พรมแดนทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างง่ายดายด้วยปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งข่าวสารในแต่ละวันที่มีมาจากหลากหลายแหล่งข่าว มีทั้งข่าวสารที่เป็นจริงเชื่อถือได้และข่าวสารที่เป็นเพียงกระแส ดังนั้น การเข้าถึงข้อมูลที่มีความเป็นจริงถูกต้องจึงเป็นเกราะป้องกันความไม่รู้และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสังคม นี่คือส่วนหนึ่งของความเป็นจริงที่ถูกต้องของการขนส่งถ่านหินทางทะเลมายังโครงการโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด จังหวัดกระบี่



          - เรือขนส่งที่ใช้ออกแบบเป็นเรือบรรทุกถ่านหินระบบปิด แบบมีเครื่องยนต์ในตัว ขนาด 10,000 ตัน กินน้ำลึกสูงสุด 5.5 เมตร แต่จะบรรทุกถ่านหินประมาณ 8,000 ตัน กินน้ำลึกประมาณ 4.5 เมตร โดยมีความยาวตลอดลำเรือ 120 เมตร และความกว้างของลำเรือ 30 เมตร
          - การขนส่งถ่านหินจะทำการขนส่งตรงจากแหล่งถ่านหินในต่างประเทศถึงท่าเทียบเรือ บ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่ โดยไม่มีการขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล ประกอบกับการออกแบบเรือเป็นระบบปิด จึงสามารถป้องกันไม่ให้ถ่านหินร่วงหล่นลงสู่ทะเลได้ตลอดเส้นทางการเดินเรือ
          - การขนส่งถ่านหินมีมาตรการป้องกันการร่วงหล่น และการฟุ้งกระจายอย่างเคร่งครัด สำหรับการลำเลียงถ่านหินจากเรือก็เป็นระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นโอกาสที่ถ่านหินจะร่วงหล่นลงน้ำ หรือการฟุ้งกระจายออกมาสู่บรรยากาศจึงไม่มี ในกรณีที่ถ่านหินตกลงไปในทะเลจะไม่ทำให้สัตว์น้ำหรือปลาตาย เนื่องจากถ่านหินมีคุณสมบัติเป็นของแข็งไม่ละลายน้ำ จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำทะเล ไม่ทำให้สัตว์น้ำตายและไม่กระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์
          - สำหรับปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยจากเรือ ได้มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียบนเรืออยู่แล้ว และไม่มีการระบายน้ำเสียลงสู่ทะเล ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบจากน้ำเสียของเรือ
          - เรือบรรทุกถ่านหิน เป็นเรือระบบปิด หากจมลงจะไม่มีการรั่วไหลของถ่านหินออกมากระทบต่อสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามหากถ่านหินตกลงสู่แหล่งน้ำที่มีสภาพเป็นด่าง เช่น ในบริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณทะเลเปิด โลหะหนักที่เป็นองค์ประกอบของถ่านหิน ซึ่งอยู่ในรูปของออกไซด์จะไม่ละลายออกมา

การเดินเรือขนส่งถ่านหินจะกระทบต่อการทำประมลและการสัญจรทางน้ำหรือไม่?
          การเดินเรือจะใช้ร่องน้ำปากคลองศรีบอยาที่ใช้ขนส่งน้ำมันเตาของ กฟผ. ในปัจจุบัน โดยไม่มีการขุดลอกร่องน้ำ ซึ่งการนำเรือเข้าร่องน้ำ จะต้องรอให้มีระดับน้ำตามมาตราน้ำบริเวณปากน้ำกระบี่ของกรมอุทกศาสตร์กองทัพ เรือ เฉพาะเวลากลางวัน ซึ่งมีน้ำสูงเพียงพอที่เรือสามารถผ่านร่องน้ำศรีบอยาได้ โดยจะมีการเดินเรือเพียงวันละ 2 ลำ นอกจากนี้ยังมีมาตรการในการป้องกันและลดผลกระทบดังนี้
          - กำหนดให้มีการเดินเรือในช่วงเวลาที่น้ำขึ้นและให้ละเว้นการเดินเรือในขณะที่น้ำลงต่ำสุด
          - กำหนดความเร็วในการเดินเรือไม่ให้เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดการเกิดตะกอนในทะเลและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเรือประมง และเรือประจำทาง
          - ให้ผู้บริหารท่าเรือทำป้ายประกาศบริเวณทางเข้าท่าเทียบเรือโดยประกาศเวลาที่ เรือบรรทุกถ่านหินจะเข้า-ออก ท่าเทียบเรือ เพื่อให้เรือประมงและเรือท่องเที่ยวทราบก่อนล่วงหน้า

มาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินเรือขนถ่ายถ่านหินเป็นอย่างไร?
          - ติดตั้งทุ่นเพื่อแสดงแนวเขตร่องเดินเรือ
          - จัดเจ้าหน้าที่คอยควบคุมและให้สัญญาณในการเดินเรือเข้า-ออกในเขตท่าเทียบเรือ
          - จัดให้มีเรือสนับสนุนและแจ้งเตือน เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีเรือเล็กแล่นเข้ามาใกล้ในระหว่างที่มีการเข้า-ออก ของเรือลำเลียงถ่านหิน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้เรือเล็กและผู้สัญจรทางน้ำ
          - การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน

หากเรือบรรทุกถ่านหินล่มจะทำอย่างไร?
          - มีการเตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับ โดยจะจัดวางทุ่นเป็นการบอกตำแหน่งที่เรือจม จัดทีมพร้อมเครื่องมือสำหรับกู้เรือและขนย้ายถ่านหินออกจากเรือที่จมและมี ประดาน้ำทำการอุดหรือปะรอยรั่วก่อนทำการลากจูงไปยังอู่เรือเพื่อดำเนินการ ซ่อมแซม

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การป้องกันสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

          กรณีมีผู้กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะก่อให้เกิดสารปรอท ฝุ่น ขี้เถ้า ถูกชะลงสู่แหล่งน้ำ ตกค้างในอาหารของปลา และเข้าสู่คน ในความเป็นจริง การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีเทคโนโลยีกำจัดมลภาวะ ซึ่งทำให้สารโลหะหนักที่ปล่อยจากปล่องโรงไฟฟ้ามีค่าน้อยมาก ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินกว่าร้อยละ 40 นั้น EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม) และ FDA (องค์การอาหารและยา) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสารปรอทว่ามีทั้งในธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ แต่จากเทคโนโลยีและมาตรฐานการควบคุมมลภาวะ ทำให้สามารถบริโภคอาหารทะเลในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัย
          ทั้งนี้ การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบกำจัดมลสารที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ระบบดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ และระบบดักจับสารปรอท และโลหะหนัก ดังนั้น จึงสามารถควบคุมมลสารที่ระบายจากปล่องของโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องที่ปลายปล่องของโรงไฟฟ้า และสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า

          สำหรับเทคโนโลยีระบบจับปรอท Activated Carbon Injection (ACI) ที่นำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับสารปรอทหลังการเผาไหม้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ทำให้ค่าที่ตรวจวัดได้หลังจากผ่านระบบควบคุมมลภาวะมีค่าน้อยมาก ดังนั้น วิธีการคำนวณปริมาณโลหะหนักที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า จากปริมาณการใช้ถ่านหิน จึงได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงค่อนข้างมาก

ตัวอย่างจอแสดงผลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบได้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

          ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 40 ใช้เทคโนโลยีการควบคุมและมาตรฐาน มลภาวะ รวมทั้งการตรวจวัดในธรรมชาติ จนมั่นใจว่าอาหารทะเลที่บริโภคในชีวิตประจำวันมีความปลอดภัย ทั้งต่อประชาชนทั่วไป ตลอดจน หญิงตั้งครรภ์ ทารก และเด็กๆ


          กลางปี 2014 องค์การอาหารและยา(FDA- Food and Drug Administration) และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA- Environmental Protection Agency) ได้เผยแพร่คู่มือแนะนำการบริโภคเนื้อปลา พร้อมด้วยแนวคำถาม-คำตอบ เผยแพร่บนเว็บไซต์ ให้ความรู้เรื่องสารปรอทและการบริโภคอาหารทะเลอย่างน่าสนใจว่า
    • สารปรอท มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และโดยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ เมื่ออยู่ในน้ำ สารปรอทจะเปลี่ยนชนิดเป็น methylmercury ซึ่งเป็นชนิดของสารปรอทที่พบได้ในตัวปลา ซึ่งอาจเป็นพิษต่อสมองและระบบสมองของมนุษย์หากได้รับในปริมาณมากเกินไป
    • ปลาเกือบจะทุกประเภทมี Methylmercury อยู่ในปริมาณเล็กน้อยแตกต่างกัน โดยปลาที่ตัวใหญ่และมีอายุขัยยืนยาวจะมีปริมาณ methylmercury มากกว่า
    • ปลามีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีน แร่ธาตุ เช่น เหล็ก และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ และยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และปลาบางชนิดมีวิตามินดีด้วย การบริโภคปลา(ที่มีปริมาณสารปรอทต่ำ) จำเป็นต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ ทารกแรกเกิด และวัยเด็ก
    • ควรกินปลาหลากหลายชนิดอย่างน้อย 8 -12 ออนซ์(1 ออนซ์ เท่ากับ 28.4 กรัม) หรือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ และหากเลี่ยงการกินปลาโดยกินวิตามินเสริมโอเมก้า 3 แทน ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆในปลาที่ร่างกายต้องการ
    • ปลาส่วนใหญ่ที่คนนิยมบริโภคมีสารปรอทในปริมาณต่ำมาก เช่น แซลมอน กุ้ง ปลาพอลล๊อค (Pollock) ปลาทูน่า(กระป๋อง) ปลานิล(tilapia) ปลาดุก และปลาค้อด แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินปลา 4 ชนิด คือ Tilefish จากอ่าวเม็กซิโก คือ ปลาฉลาม ปลาดาบ และปลาแมคเคเรล (king mackerel)
    • ปลาทูน่ากระป๋องไม่ได้มีสารปรอทสูง แต่ก็แนะนำให้กินปลาให้หลากหลายชนิด
          รู้จักเทคโนโลยีที่ควบคุมโลหะหนัก และความรู้เกี่ยวกับสารปรอทในธรรมชาติ คงทำให้หลายคงคลายความวิตกกังวลและบริโภคอาหารทะเลได้อย่างสบายใจ

ที่มา: http://www.egat.co.th/

TAG: 

หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18)  21– 25 ก.ค. 58 

          กระทรวงพลังงานและ กฟผ. พร้อมรับมือ JDA-A18 หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ ช่วง 21 – 25 ก.ค. 2558 เชื่อมั่นไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า คุมเข้มทุกมิติ ทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และเชื้อเพลิง เตรียมมาตรการรองรับเต็มที่ พร้อมรณรงค์ขอความร่วมมือคนไทยลดการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคงอีกทางหนึ่ง 

          นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) ชี้แจงกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งแผนการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 21 - 25 กรกฎาคม 2558 รวม 5 วัน เพื่อทำการติดตั้งทางเชื่อมระหว่างแท่นผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ รวมทั้งต้องมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิง สำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล ดังนั้น กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีมาตรการและแผนการรองรับอย่างเต็มที่ ทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง
          สำหรับมาตรการรองรับของ กฟผ. เตรียมไว้ 3 ด้าน คือ ด้านระบบผลิตไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน ด้านระบบส่ง ทำการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งภาคใต้ช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ โดยโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้จัดเก็บน้ำมันเตา 25.4 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าจะนะ ได้จัดเก็บน้ำมันดีเซล 20 ล้านลิตร ทั้งนี้ได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที
          “กฟผ. ได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ทุกด้าน จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้อย่างแน่นอน” รวส. กล่าวย้ำ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน พร้อมใช้มาตรการลดการใช้ไฟฟ้า (Demand Response : DR) จากภาคเอกชน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (18.00 – 22.00 น.) ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศเป็นสำคัญ



TAG: 



วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลอด LED ประหยัดจริง ทนจริง

หลอด LED ประหยดพลังงาน

หลอด LED ทนจริงหรือไม่ ทำไมจึงเสียเร็ว? ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าของหลอด LED ทำให้มีอายุการใช้งาน 15,000-50,000 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานกว่าหลอดไส้ หลอดตะเกียบ ที่มีอายุการใช้งานที่ 1000 ชั่งโมง และ 6000 ชั่วโมง ตามลำดับ

LED E2730062558
สำหรับหลอด LED ที่ได้รับการรับรองฉลาก เบอร์ 5 ต้องมีการใช้งานยาวนานไม่น้อยกว่า 15,000 ชั่วโมง

Table-30062558
          อย่างไรก็ตาม กรณีที่หลอด LED เสียเร็ว อาจพบได้กับหลอด LED ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือนำไปใช้งานไม่เหมาะสม ดังนั้นในการเลือกซื้อหลอด LED สิ่งแรกที่ต้องดูคือ มีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่ และที่สำคัญต้องมีฉลากเบอร์ 5 ติดรับรอง เพื่อมั่นใจว่า หลอดLED ที่ซื้อใช้งานได้ยาวนานและประหยัดไฟฟ้า

          สำหรับการนำไปใช้งานที่ถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราใช้งาน หลอด LED ได้ทนทานยาวนาน กว่าเช่น ไม่นำไปใช้ในโคมปิดทำให้เกิดความร้อนสะสม จนหลอดเสื่อมสภาพก่อนกำหนด หากเป็นหลอดที่ได้มาตรฐาน แต่เสียเร็ว ผู้ผลิตมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในการเปลี่ยนหลอดใหม่ให้แก่ลูกค้า
               หลอด LED มีความคงทนกว่าหลอดไส้และหลอดตะเกียบ เพราะมีเพียงชิบตัวเล็กๆ ที่ให้ไฟฟ้าวิ่งผ่าน และเปล่งแสงออกมาได้ในทางตรง ไม่ฟุ้งกระจายหรือสูญเสียแสงไปในพื้นที่ๆ ไม่ต้องการเหมือนหลอดประเภทอื่น มีระดับแสงสว่างและความถูกต้องของเฉดสีที่สม่ำเสมอ ไม่มีสารปรอททำให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ประหยัดพลังงาน





หากเราจะเลือกใช้งานแทนหลอดเดิมสามารถเลือกได้ตามตาราง
Table2-30062558

     
    ในปัจจุบัน กฟผ. กำลังเร่งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้หลอด LED ที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลการประหยัดพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการจำนวน 8 ราย ลดราคาหลอด LED ชนิด Bulb ในราคาพิเศษ และบรรจุลงในกล่อง กฟผ. พร้อมประสานงานการจัดจำหน่ายผ่านผู้จัดจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดการจำหน่ายประมาณ 500,000 หลอด
         สำหรับหลอด LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับกระแสตอบรับทั่วโลก ทั้งยังสามารถนำมาใช้งานแทนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างปัจจุบันได้ทุกชนิด พอจะสรุปเป็นข้อได้เปรียบกว่าหลอดเทคโนโลยีเดิมคือ

Table3-30062558



TAG: 

พลังงานทางเลือกใหม่


พลังงานแสงอาทิตย์
พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ พลังงานที่เกิดจากแสงและพลังงานที่เกิดจากความร้อน
  1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ
  2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น
ตัวอย่างรูปแบบ แอคทีพโซลาร์ ได้แก่
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธี โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar photovoltaics เช่น เซลล์แสงอาทิตย์
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ solar thermal electricity
  • การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating
              
ข้อดี
ข้อเสีย
1.  เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.  ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3.  ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1.  ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2.  ใช้พื้นที่มาก ( 1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3.   ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
4.  ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแดดจัด เมฆมากจะผลิตได้น้อย

พลังงานลม
พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่าง ๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น พลังงานลมก็เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์คือไม่ต้องซื้อ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเอาพลังงานลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น พื้นที่ยังมีปัญหาในการวิจัยพัฒนานำเอาพลังงานลมมาใช้งานเนื่องจากปริมาณของลมไม่สม่ำเสมอตลอดปี แต่ก็ยังคงมีพื้นที่บางพื้นที่สามารถนำเอาพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยในการเปลี่ยนจากพลังงานลมออกมาเป็นพลังงานในรูปอื่น ๆ เช่น ใชั กังหันลม wind turbineเพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานไฟฟ้า กังหันโรงสี หรือ windmill เพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล คือเมื่อต่อเข้ากับระหัดวิดน้ำเพื่อระบายน้ำหรือต่อเข้ากับจักรกลก็สามารถใช้สีข้าวหรือนวดแป้งได้ กังหันสูบน้ำ หรือ wind pump, sails หรือใบเรือ เพื่อขับเคลื่อนเรือ เป็นต้น
windfarm จะประกอบด้วยกังหันลมเป็นจำนวนมาก และต่อเข้ากับสายส่งกลางเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าหลัก (ในไทยคือ กฟผ) ลมในทะเลจะมีความแรงและแน่นอนกว่าลมบนบก แต่การสร้างในทะเลถึงจะไม่ทำให้รกหูรกตามากนักแต่ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาจะแพงกว่าการสร้างบนบกมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แพงไปกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป
พลังงานลมถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อมาแทนทีพลังงานฟอสซิล มีปริมาณมาก มีอยู่ทั่วไป สะอาด หมุนเวียนได้ และมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก พลังงานลมมีความสม่ำเสมอในแต่ละปี อาจมีบางช่วงที่ขาดหายไปบ้างแต่ก็จะไม่สร้างปัญหาในการผลิตไฟฟ้าถ้าออกแบบให้มีประสิทธิภาพเพียง 20% ของปริมาณความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด การติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดจะสามารถลดปัญหาลงได้

ข้อดีข้อเสีย
1. เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ้งแวดล้อม
2. ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3. ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1. ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2. ใช้พื้นที่มาก (1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3. พื้นที่ที่มีศักยภาพเข้าถึงได้ยากเช่น บนภูเขาสูง ป่าต้นน้ำ , ชายหาด
4. ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
5. ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลาที่ลมมีความเร็วเพียงพอ (ไม่ต่ำกว่า 6-8 เมตร ต่อวินาที และไม่เกิน 25 เมตร ต่อวินาที)

พลังงานชีวมวล
ชีวมวล(Biomass) คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและ สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้  สารอินทรีย์เหล่านี้ได้มาจากพืชและสัตว์ต่างๆ เช่น  เศษไม้  ขยะ   วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การใช้งานชีวมวลเพื่อทำให้ได้พลังงานอาจจะทำโดย  นำมาเผาไหม้เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากฟอสซิล (เช่น น้ำมัน) ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและอาจหมดลงได้ ชีวมวลเล่านี้มีแหล่งที่มาต่าง ๆ กัน อาทิ พืชผลทางการเกษตร (agricultural crops) เศษวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร (agricultural residues) ไม้และเศษไม้ (wood and wood residues) หรือของเหลือจากจากอุตสาหกรรมและชุมชน ตัวอย่างเช่น
  • แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
  • ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
  • เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
  • กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
  • กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
  • ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
  • กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อ มะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
  • ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น

ข้อดีข้อเสีย
1.  เพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
2. ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
1. เชื้อเพลิงชีวมวลมีปริมาณจำกัด/ขึ้นกับฤดุการเพราะปลูก/ค่าขนส่ง (แหล่งวัตถุดิบและโรงไฟฟ้าต้องอยู่ไม่เกินรัศมี 50 กม.)
2.  มีปัญหาการเก็บรวบรวม/ควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงชีวมวล
3. มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย (ระหว่างการขนส่ง/จัดเก็บ/ผลิต

พลังงานน้ำ
พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนผู้คนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำเพื่อสร้าง Pot Wheel เพื่อใช้ในวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad : Funicular) โดยตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แบบนี้ อยู่ที่คลอง Tyrone ในไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้
พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น

ข้อดีข้อเสีย
1. นำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ
3. เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และมีอย่างต่อเนื่อง
1. การใช้พลังน้ำจะถูกจำกัดด้วยสถานที่ คือจะผลิตได้แต่เฉพาะที่ที่มี แหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น
2. อาจก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้นได้ในกรณีการพังทลายของเขื่อนกั้นน้ำ
3. เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหันต์
4.  ต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสูง

หมวดของข่าว :  พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก โรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าชีวมวล

สมดุลพลังงาน

      


       แต่ละประเทศมีแหล่งทรัพยากรและนโยบายแตกต่างกัน ทำให้มีโครงสร้างทางพลังงานที่แตกต่างกันไปด้วย แต่สิ่งที่ทุกประเทศต้องทำเหมือนกันคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเกิดจากการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมหรือการมีความสมดุลทางพลังงาน(Energy Balanced) ซึ่งปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมประกอบด้วย
          • ฐานทรัพยากรพลังงานของประเทศ
          • ต้นทุนการผลิตและการจัดหาพลังงาน
          • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
          • นโยบายต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน
          • นโยบายต่อความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน
          • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ 

สมดุลพลังงาน

       สหรัฐอเมริกา

สมดุลพลังงาน

             สหรัฐอเมริกา ยังคงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ร้อยละ 66 ส่วนใหญ่ร้อยละ 39 ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ทว่าลดลงจากร้อยละ 50 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากราคาและต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาที่ถูกลง ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2000 เป็นเกือบร้อยละ 30 ในปัจจุบัน ขณะที่การใช้พลังงานทดแทน ก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม ในสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งการจูงใจด้านภาษีและมาตรฐานใหม่ด้านมลภาวะที่เข้มงวด ทำให้ในปี 2014 ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์มีมากกว่าการเพิ่มขึ้นของ การผลิตพลังงานจากก๊าซและถ่านหินเป็นปีแรก


สมดุลพลังงาน

          กระนั้นก็ตาม แม้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ก้าวกระโดด แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ EIA จึงคาดการณ์ต่อไปว่า การผลิตพลังงานที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึงปี 2540 จะมาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 73 ทำให้ภาพรวมสัดส่วนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะยังคงสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ปี

ถ่านหิน

ที่มา IEA

          ยุโรปเป็นภูมิภาคที่การใช้พลังงานค่อนข้างมีความอิ่มตัว และเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีความโดดเด่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการสร้างระบบส่งเชื่อมโยงถ่ายเทกระแสไฟฟ้าซึ่งกันและกัน ในขณะที่เยอรมันเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประชาคมยุโรป กำลังปรับโครงสร้างจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 45 และนิวเคลียร์ร้อยละ 15 ไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ถึงร้อยละ 75 มีทิศทางการพัฒนาพลังงานที่นิ่งมากว่า 10 ปี กลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานของยูโรโซน เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีราคาถูกและระบบไฟฟ้ามั่นคงกว่า จึงเป็นประเทศส่งออกพลังงานไฟฟ้าสุทธิให้แก่ยุโรป ข้อดีประการหนึ่งของโครงสร้างพลังงานของฝรั่งเศส คือ พลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อย CO2 ทำให้ฝรั่งเศสจึงไม่ได้รับแรงกดดันต่อปัญหาโลกร้อนมากเหมือนกับสหรัฐอเมริกา หรือจีน ขณะที่นิวเคลียร์ฝรั่งเศสมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1970 และไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยและไม่ต่อต้านนิวเคลียร์เหมือนคนญี่ปุ่น และเยอรมัน
          อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายการปฏิรูปพลังงาน ที่มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เหลือร้อยละ 50 ในปี 2025 และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 15 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 40 ในปี 2030 ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังจับตาดูว่า ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักมาเกือบครึ่งศตวรรษ จะเดินไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่

สมดุลพลังงาน

     
           เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการสร้างสมดุลพลังงานอย่างน่าสนใจ มีขนาดทางเศรษฐกิจเป็นลำดับ 4 ของเอเชีย มีความก้าวหน้าและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกในอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อู่ต่อเรือ และโรงกลั่นน้ำมัน แต่ในทางพลังงานต้องพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ถึงร้อยละ 97 เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติลำดับ 2 และถ่านหินลำดับ 4 ของโลก จึงกระจายสัดส่วนการใช้พลังงานทั้ง ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ อย่างใกล้เคียงกัน โดยในปี 2013 มีกำลังผลิตติดตั้งโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ราว 85,000 Glossary Link เมกะวัตต์ หรือเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย
          จากการที่เศรษฐกิจและความต้องการไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้ประสบปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำเฉลี่ย เพียงร้อยละ 5 -10 เท่านั้น จึงมีแผนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 15 โรง กำลังผลิตรวม 12,500 Glossary Link เมกะวัตต์ ภายในปี 2017 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินให้เป็น 45,000 เมกะวัตต์ในปี 2027 เช่นเดียวกับการวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าเป็นร้อยละ 22 ในปี 2027
          การวางแผนโรงไฟฟ้าของเกาหลีใต้ พิจารณาเรื่องของต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกที่สุดเรียงลำดับจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ
          เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก เกาหลีใต้มีแผนเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ จากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 2 ให้ได้ร้อยละ 12 ในปี 2027 รวมทั้งจะมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยี IGCC(Integrated Gasification Combined Cycle) และ CCS(Carbon Capture Storage) มาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในอนาคต
          จากแนวโน้มในปัจจุบัน จะเห็นว่า โลกต่างเห็นพ้องถึงปัญหาโลกร้อน และมีความพยายามนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่การปรับโครงสร้างพลังงานของโลก ยังต้องสร้างความสมดุลไปพร้อมๆกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังเป็นพลังงานหลักของโลกต่อไปอีกหลายสิบปี โดยที่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนพลังงานของแต่ละประเทศ จะไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องมีความพร้อมของโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะมารองรับ การปรับสมดุลพลังงานที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้เกิดความเสี่ยงและไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้

ที่มา : www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/26