แต่ละประเทศมีแหล่งทรัพยากรและนโยบายแตกต่างกัน ทำให้มีโครงสร้างทางพลังงานที่แตกต่างกันไปด้วย แต่สิ่งที่ทุกประเทศต้องทำเหมือนกันคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเกิดจากการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมหรือการมีความสมดุลทางพลังงาน(Energy Balanced) ซึ่งปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมประกอบด้วย
• ฐานทรัพยากรพลังงานของประเทศ
• ต้นทุนการผลิตและการจัดหาพลังงาน
• ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
• นโยบายต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน
• นโยบายต่อความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน
• ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐอเมริกา ยังคงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ร้อยละ 66 ส่วนใหญ่ร้อยละ 39 ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ทว่าลดลงจากร้อยละ 50 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากราคาและต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาที่ถูกลง ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2000 เป็นเกือบร้อยละ 30 ในปัจจุบัน ขณะที่การใช้พลังงานทดแทน ก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม ในสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งการจูงใจด้านภาษีและมาตรฐานใหม่ด้านมลภาวะที่เข้มงวด ทำให้ในปี 2014 ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์มีมากกว่าการเพิ่มขึ้นของ การผลิตพลังงานจากก๊าซและถ่านหินเป็นปีแรก

กระนั้นก็ตาม แม้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ก้าวกระโดด แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ EIA จึงคาดการณ์ต่อไปว่า การผลิตพลังงานที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึงปี 2540 จะมาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 73 ทำให้ภาพรวมสัดส่วนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะยังคงสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ปี

ที่มา IEA
ยุโรปเป็นภูมิภาคที่การใช้พลังงานค่อนข้างมีความอิ่มตัว และเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีความโดดเด่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการสร้างระบบส่งเชื่อมโยงถ่ายเทกระแสไฟฟ้าซึ่งกันและกัน ในขณะที่เยอรมันเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประชาคมยุโรป กำลังปรับโครงสร้างจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 45 และนิวเคลียร์ร้อยละ 15 ไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ถึงร้อยละ 75 มีทิศทางการพัฒนาพลังงานที่นิ่งมากว่า 10 ปี กลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานของยูโรโซน เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีราคาถูกและระบบไฟฟ้ามั่นคงกว่า จึงเป็นประเทศส่งออกพลังงานไฟฟ้าสุทธิให้แก่ยุโรป ข้อดีประการหนึ่งของโครงสร้างพลังงานของฝรั่งเศส คือ พลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อย CO2 ทำให้ฝรั่งเศสจึงไม่ได้รับแรงกดดันต่อปัญหาโลกร้อนมากเหมือนกับสหรัฐอเมริกา หรือจีน ขณะที่นิวเคลียร์ฝรั่งเศสมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1970 และไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยและไม่ต่อต้านนิวเคลียร์เหมือนคนญี่ปุ่น และเยอรมัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายการปฏิรูปพลังงาน ที่มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เหลือร้อยละ 50 ในปี 2025 และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 15 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 40 ในปี 2030 ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังจับตาดูว่า ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักมาเกือบครึ่งศตวรรษ จะเดินไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่

เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการสร้างสมดุลพลังงานอย่างน่าสนใจ มีขนาดทางเศรษฐกิจเป็นลำดับ 4 ของเอเชีย มีความก้าวหน้าและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกในอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อู่ต่อเรือ และโรงกลั่นน้ำมัน แต่ในทางพลังงานต้องพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ถึงร้อยละ 97 เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติลำดับ 2 และถ่านหินลำดับ 4 ของโลก จึงกระจายสัดส่วนการใช้พลังงานทั้ง ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ อย่างใกล้เคียงกัน โดยในปี 2013 มีกำลังผลิตติดตั้งโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ราว 85,000
เมกะวัตต์ หรือเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย
เมกะวัตต์ หรือเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย
จากการที่เศรษฐกิจและความต้องการไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้ประสบปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำเฉลี่ย เพียงร้อยละ 5 -10 เท่านั้น จึงมีแผนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 15 โรง กำลังผลิตรวม 12,500
เมกะวัตต์ ภายในปี 2017 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินให้เป็น 45,000 เมกะวัตต์ในปี 2027 เช่นเดียวกับการวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าเป็นร้อยละ 22 ในปี 2027
เมกะวัตต์ ภายในปี 2017 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินให้เป็น 45,000 เมกะวัตต์ในปี 2027 เช่นเดียวกับการวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าเป็นร้อยละ 22 ในปี 2027
การวางแผนโรงไฟฟ้าของเกาหลีใต้ พิจารณาเรื่องของต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกที่สุดเรียงลำดับจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ
เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก เกาหลีใต้มีแผนเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ จากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 2 ให้ได้ร้อยละ 12 ในปี 2027 รวมทั้งจะมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยี IGCC(Integrated Gasification Combined Cycle) และ CCS(Carbon Capture Storage) มาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในอนาคต
จากแนวโน้มในปัจจุบัน จะเห็นว่า โลกต่างเห็นพ้องถึงปัญหาโลกร้อน และมีความพยายามนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่การปรับโครงสร้างพลังงานของโลก ยังต้องสร้างความสมดุลไปพร้อมๆกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังเป็นพลังงานหลักของโลกต่อไปอีกหลายสิบปี โดยที่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนพลังงานของแต่ละประเทศ จะไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องมีความพร้อมของโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะมารองรับ การปรับสมดุลพลังงานที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้เกิดความเสี่ยงและไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้
ที่มา : www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/26

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น