วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ประหยัดพลังงาน ด้วยหลอด LED

หลอด LED ประหยดพลังงาน

หลอด LED ทนจริงหรือไม่ ทำไมจึงเสียเร็ว? ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าของหลอด LED ทำให้มีอายุการใช้งาน 15,000-50,000 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานกว่าหลอดไส้ หลอดตะเกียบ ที่มีอายุการใช้งานที่ 1000 ชั่งโมง และ 6000 ชั่วโมง ตามลำดับ
LED E2730062558
สำหรับหลอด LED ที่ได้รับการรับรองฉลาก เบอร์ 5 ต้องมีการใช้งานยาวนานไม่น้อยกว่า 15,000 ชั่วโมง
Table-30062558
          อย่างไรก็ตาม กรณีที่หลอด LED เสียเร็ว อาจพบได้กับหลอด LED ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือนำไปใช้งานไม่เหมาะสม ดังนั้นในการเลือกซื้อหลอด LED สิ่งแรกที่ต้องดูคือ มีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่ และที่สำคัญต้องมีฉลากเบอร์ 5 ติดรับรอง เพื่อมั่นใจว่า หลอดLED ที่ซื้อใช้งานได้ยาวนานและประหยัดไฟฟ้า

          สำหรับการนำไปใช้งานที่ถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราใช้งาน หลอด LED ได้ทนทานยาวนาน กว่าเช่น ไม่นำไปใช้ในโคมปิดทำให้เกิดความร้อนสะสม จนหลอดเสื่อมสภาพก่อนกำหนด หากเป็นหลอดที่ได้มาตรฐาน แต่เสียเร็ว ผู้ผลิตมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในการเปลี่ยนหลอดใหม่ให้แก่ลูกค้า
               หลอด LED มีความคงทนกว่าหลอดไส้และหลอดตะเกียบ เพราะมีเพียงชิบตัวเล็กๆ ที่ให้ไฟฟ้าวิ่งผ่าน และเปล่งแสงออกมาได้ในทางตรง ไม่ฟุ้งกระจายหรือสูญเสียแสงไปในพื้นที่ๆ ไม่ต้องการเหมือนหลอดประเภทอื่น มีระดับแสงสว่างและความถูกต้องของเฉดสีที่สม่ำเสมอ ไม่มีสารปรอททำให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

หากเราจะเลือกใช้งานแทนหลอดเดิมสามารถเลือกได้ตามตาราง
Table2-30062558
         ในปัจจุบัน กฟผ. กำลังเร่งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้หลอด LED ที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลการประหยัดพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการจำนวน 8 ราย ลดราคาหลอด LED ชนิด Bulb ในราคาพิเศษ และบรรจุลงในกล่อง กฟผ. พร้อมประสานงานการจัดจำหน่ายผ่านผู้จัดจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดการจำหน่ายประมาณ 500,000 หลอด
         สำหรับหลอด LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับกระแสตอบรับทั่วโลก ทั้งยังสามารถนำมาใช้งานแทนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างปัจจุบันได้ทุกชนิด พอจะสรุปเป็นข้อได้เปรียบกว่าหลอดเทคโนโลยีเดิมคือ
Table3-30062558


วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

ความเข้าใจเกี่ยวกับ ไฟฟ้าสำรองของประเทศ

         ความเข้าใจและข้อมูลที่ไม่ตรงกันเรื่องกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2015) ทำให้สมมุติฐานและข้อสรุปที่ได้แตกต่างกัน จากข้อมูลของนักวิชาการบางท่าน ระบุ ว่า กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศจะสูงถึง 42 – 63 เปอร์เซ็นต์ในช่วง 20 ปีข้างหน้า แต่จาก PDP2015 กำลังผลิตผลิตสำรองไฟฟ้าของประเทศในช่วงปี 2559 – 2579 จะอยู่ระหว่าง ร้อยละ 15 – 39
          ความคาดเคลื่อนในชุดของข้อมูลดังกล่าว อาจมีสาเหตุมาจาก วิธีการคำนวณปริมาณไฟฟ้าสำรองที่แตกต่างกัน ซึ่งนักวิชาการบางท่าน ใช้กำลังผลิตติดตั้ง หรือกำลังผลิตตามสัญญา มาหักลบด้วยพยาการณ์ความต้องการสูงสุด ขณะที่ข้อเท็จจริงของการจัดทำ PDP รวมทั้ง PDP2015 ใช้กำลังผลิตพึ่งได้ของระบบไฟฟ้ามาเป็นฐานในการคำนวณ
ทำไมจึงคำนวณไฟฟ้าสำรองด้วยกำลังผลิตพึ่งได้
          เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าสูงสุด มักเกิดในช่วงเวลา 14.00 น. – 15.00 น. ในเดือนเมษายนของทุกปี หากระบบไฟฟ้าไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ อาจทำให้เกิดไฟฟ้าดับได้ การวางแผนระบบไฟฟ้า จึงต้องนำกำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งได้ของโรงไฟฟ้าที่อยู่ในระบบ ในเวลานั้น มาเป็นฐานในการคำนวณไฟฟ้าสำรอง
          จากการศึกษาของคณะทำงานจัดทำค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ในเวลาดังกล่าว Glossary Link โรงไฟฟ้าพลังความร้อน ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ เป็นโรงไฟฟ้าที่มีความพึ่งได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เป็นช่วงเวลาที่เขื่อนมีน้ำน้อย โรงไฟฟ้าพลังน้ำจึงมีความพึ่งได้เฉลี่ยร้อยละ 36 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พึ่งได้ร้อยละ 35 เพราะเป็นช่วงที่มีแดดแรง แต่กังหันลมมีความพึ่งได้เพียงร้อยละ 2 เป็นต้น
การคำนวณกำลังผลิตสำรอง
การคำนวณกำลังผลิตสำรอง
          ทั้งนี้ กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองควรมีอย่างน้อยร้อยละ 15 ของกำลังผลิตพึ่งได้ ตามมาตรฐานความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากกำลังผลิตพึ่งได้จะต้องรองรับแผนการซ่อมบํารุงรักษาโรงไฟฟ้า และเหตุสุดวิสัย ในกรณีที่ระบบส่งไฟฟ้าหรือโรงไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้องไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ (โดยกําหนดเท่ากับกําลังผลิตของโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของระบบ(N-1))
ทำไม กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในอนาคตจึงค่อนข้างสูง
          สาเหตุที่กำลังผลิตสำรองสูงกว่ามาตรฐานร้อยละ 15 ในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากเป็นรอยต่อของ PDP2010 มาเป็น PDP2015(2558-2579) ซึ่งสมมุติฐานในการจัดทำมีความแตกต่างกัน ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ได้แก่
  • การปรับลดพยากรณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ของสภาพัฒน์ จากร้อยละ 4.5 เหลือ 3.94
  • การปรับเพิ่มเป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน จาก 29,383 ล้านหน่วย เป็น 89,672 ล้านหน่วย
  • การมีกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเอกชนที่ผูกพันตามสัญญา
  • การจัดทำโครงการโรงไฟฟ้าภาคใต้ เพื่อให้มีกำลังผลิตในพื้นที่เพียงพอ ตามมาตรฐานความมั่นคงในระบบไฟฟ้า
         อย่างไรก็ตาม แผน PDP2015 ได้ลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากแผนเดิมถึง 10,000 Glossary Link เมกะวัตต์ หรือลดลงปีละ 500 Glossary Link เมกะวัตต์ โดยที่ความต้องการไฟฟ้าในอนาคต จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 2.67 หรือปีละ 981 เมกะวัตต์ ดังนั้น กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่อาจสูงถึงร้อยละ 39 ในปี 2568 จะเริ่มลดลงจนเหลือร้อยละ 15 ในปี 2575 แต่หากเศรษฐกิจมีการเจริญเติบโตสูงกว่าคาดการณ์ รวมทั้ง การอนุรักษ์พลังงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะทำให้ปริมาณไฟฟ้าสำรอง ไม่สูงอย่างที่วิตกกังวล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการติดตามและปรับแผน PDP เป็นระยะๆ ตามสถานการณ์





วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558



การขนส่งถ่านหินสู่โรงไฟฟ้ากระบี่ 

ความใส่ใจต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม


           กฟผ. ตระหนักถึงความสำคัญของวาระกระบี่โดยเฉพาะเรื่อง Krabi go green ดังนั้นการออกแบบของโรงไฟฟ้าและการกำหนดมาตรการในการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยความรัดกุมและรอบคอบ อีกทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการแรกคือการขนส่งถ่านหินมายังโรงไฟฟ้า จนได้ข้อสรุปที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการขนส่ง ตั้งแต่การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) ของการขนส่งและท่าเทียบเรือ
ถ่านหิน
         การเดินเรือ ขนส่งถ่านหินขนาด 10,000 ตัน จากต่างประเทศมายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ใช้เรือขนส่งถ่านหินระบบปิดจำนวนไม่เกินวันละ 2 ลำ และใช้ทางเดินเรือเดียวกันกับ เรือขนส่งน้ำมันเตาสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ปัจจุบัน เส้นทางนี้ห่างจากจุดดำน้ำและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกระบี่ อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และพะยูน
         ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและการขนถ่ายถ่านหินจากเรือผ่านสายพานลำเลียงไปยัง โรงไฟฟ้า กฟผ. ได้ออกแบบเป็นระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ทำให้ทะเลเกิดการปนเปื้อนจากถ่านหิน อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล อาหารทะเล การประกอบอาชีพประมงและวิถีชุมชน

http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/37

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ใครเป็นคนกำหนดค่าไฟฟ้า?

         ไฟฟ้าที่เราใช้ในแต่ละวัน ถือเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือน ที่เรามักจะเรียกว่า "ค่าไฟฟ้า" ค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับบริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า
          เราเคยสงสัยหรือไม่ว่า ใครคือคนที่กำหนดค่าไฟฟ้า และมีขั้นตอนกำหนดค่าไฟฟ้าอย่างไร และต้นทุกของพลังงานที่นำมาผลิตกนะแสไฟฟ้าแต่ละประเภทมีต้นทุนเท่าไร?


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/5

TAG: 


แผงควบคุมไฟฟ้าภายในบ้าน

          ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำเนินชิวิตประจำวัน ทุกครัวเรือน บริษัท หรือหน่วยงานต่างๆ ล้วนมีแต่ต้องการใช้ไฟฟ้า การเดินสายไฟหรือต่อวงจรจำเป็นต้องอาศัยความรู้ด้านไฟฟ้าด้วย แต่วงจรไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/2

TAG: 

การช่วยเหลือผู้ที่ประสบอันตรายจากไฟฟ้า

           ไฟฟ้านอกจากจะให้ประโยชน์ด้านสาธารณูปโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ไฟฟ้ายังมีความอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอีกด้วย การใช้ไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องมีความระมัดระวังมาก
           แต่ไม่ว่าจะมีความระมัดระวังเท่าใด อุบัติเหตุก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้ หากเกิดอุบัติเหตุได้รับอันตรายจากไฟฟ้า เราจะรับมือด้วยวิธีใด


ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/1

TAG: 

โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง?

โรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาด ใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง?

ถ่านหิน ที่สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สามารถใช้ได้ทั้ง ลิกไนท์ ซับบิทูมินัส และบิทูมินัส ทั้งนี้ขึ้นกับแหล่งของถ่านหิน 

ลิกไนท์

- จัดเป็นถ่านหินคุณภาพปานกลาง เนื่องจากมีความชื้นสูง
- สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้ แต่ควรเป็นโรงไฟฟ้าใกล้เหมืองเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
- ลิกไนท์บางแหล่งอาจมีสารอนินทรีย์ซึ่งไม่เผาไหม้สูง เมื่อสันดาปจะเกิดเป็นเถ้าหากเป็นเถ้าลอย จะฟุ้งกระจาย สามารถดักจับด้วยถุงกรอง (Bag Filter) หรือ ระบบตกตะกอนไฟฟ้าสถิต (ESP)
- หากเป็นแหล่งที่มีซัลเฟอร์สูง ก็สามารถแก้ปัญหาด้วย
การติดตั้งระบบดักจับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (FGD)

- หากมีเถ้าสูง ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วย
การติดตั้งระบบดักจับฝุ่น (ESP หรือ Filter Bag) 

บิทูบินัสและซับบิทูมินัส

- จัดเป็นถ่านหินคุณภาพสูง เนื่องจากมีความชื้นต่ำ

- เหมาะใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหรือผลิตความร้อนในอุตสาหกรรม
ทั้งใกล้และไกลเหมือง

- บิทูมินัสและซับบิทูมินัสบางแหล่งอาจมีซัลเฟอร์สูง แต่แหล่งที่ไทยนำเข้า (อินโดนีเซียและออสเตรเลีย) มีซัลเฟอร์ต่ำ จึงสามารถใช้ซับบิทูมินัสเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า และ/หรือ ผลิตความร้อนในอุตสาหกรรม โดยปล่อย SO น้อยมาก

 


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/11

TAG: 

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ทำงานอย่างไร?

โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ มีการทำงาน 2 ส่วน ได้แก่

1. ส่วนผลิตความร้อน

เป็นส่วนที่ผลิตความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันเพื่อไปต้มน้ำในเครื่องกำเนิดไอน้ำ

2. ส่วนผลิตกระแสไฟฟ้า

เป็นส่วนที่ผลิตไฟฟ้าจากการแปลงพลังงานความร้อนที่ได้จากส่วนที่ 1 ไปเป็นพลังงานกล
ในการหมุนกังหันและพลังงานไฟฟ้าในเครื่องกำเนิดไฟฟ้า



ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/12

TAG: 


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระเบิด ได้หรือไม่?

ไม่ระเบิดครับ เพราะว่า


1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใช้ U235 ที่มีความเข้มข้น Isotope ที่ 3-5% ซึ่งแตกต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ต้องใช้ความเข้มข้นอย่างน้อย 90%

2. ออกแบบโดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยมีระบบควบคุมความปลอดภัยหลายขั้นตอน ต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ที่ระเบิดแล้วไม่สามารถหยุดการทำงานได้

3. การก่อสร้างและการทำงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะถูกตรวจสอบโดย IAEA เพื่อความปลอดภัยเป็นหลักครับ



ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/14

TAG: 


ระบบป้องกันของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ มีอะไรบ้างนะ?

ระบบป้องกันเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ประกอบด้วย เกราะป้องกันทางกายภาพหลายชั้น ซึ่งช่วยป้องกันการรั่วไหลของกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม โดยการป้องกันมีอยู่ 3 ส่วนคือ


1. แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์

ท่อบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ทำจากโลหะผสม Zirconium ซึ่งมีคุณสมบัติทนต่อแรงดันสูง อุณหภูมิสูงและรังสีสูงในแกนปฏิกรณ์ รวมทั้งทนต่อการกัดกร่อนได้อย่างดีเยี่ยม ทำหน้าที่กักเก็บสารกัมมันตรังสีไว้เท่านั้น

2. ถังปฏิกรณ์

ทำจากเหล็กกล้า (Steel) หนาอย่างน้อย 20 ซม. เพื่อรองรับแรงดันสูง ภายในแกนปฏิกรณ์ และบุด้วยแผ่นเหล็กกล้าไร้สนิม (Stainless steel) เพื่อรองรับการกัดกร่อน

3. อาคารคลุมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์

เป็นอาคารขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปโดมโครงสร้างทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กหนาอย่างน้อย 2 เมตร ออกแบบให้สามารถรองรับการชนของอากาศยานได้ รวมถึงสามารถรองรับความดันสูงที่อาจเกิดขึ้นภายในได้โดยไม่มีการรั่วไหลออกสู่ภายนอก


กระบวนการเทคโนโลยีถ่านถินสะอาด

ก่อนการเผาไหม้ ระหว่างการเผาไหม้ และหลังการเผาไหม้ จะสะอาดยังไง มาดูกัน




ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/18

TAG: 

รับมือค่าไฟหน้าร้อน ลดพลังงาน


รับมือค่าไฟหน้าร้อน ลดพลังงาน


ที่มา: http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/19

TAG: 

พลังงานทางเลือกใหม่มีอะไรบ้างนะ

พลังงานแสงอาทิตย์
พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ พลังงานที่เกิดจากแสงและพลังงานที่เกิดจากความร้อน
  1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ
  2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น
ตัวอย่างรูปแบบ แอคทีพโซลาร์ ได้แก่
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธี โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar photovoltaics เช่น เซลล์แสงอาทิตย์
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ solar thermal electricity
  • การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating
              
ข้อดี
ข้อเสีย
1.  เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.  ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3.  ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1.  ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2.  ใช้พื้นที่มาก ( 1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3.   ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
4.  ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแดดจัด เมฆมากจะผลิตได้น้อย

พลังงานลม
พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่าง ๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น พลังงานลมก็เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์คือไม่ต้องซื้อ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเอาพลังงานลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น พื้นที่ยังมีปัญหาในการวิจัยพัฒนานำเอาพลังงานลมมาใช้งานเนื่องจากปริมาณของลมไม่สม่ำเสมอตลอดปี แต่ก็ยังคงมีพื้นที่บางพื้นที่สามารถนำเอาพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยในการเปลี่ยนจากพลังงานลมออกมาเป็นพลังงานในรูปอื่น ๆ เช่น ใชั กังหันลม wind turbineเพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานไฟฟ้า กังหันโรงสี หรือ windmill เพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล คือเมื่อต่อเข้ากับระหัดวิดน้ำเพื่อระบายน้ำหรือต่อเข้ากับจักรกลก็สามารถใช้สีข้าวหรือนวดแป้งได้ กังหันสูบน้ำ หรือ wind pump, sails หรือใบเรือ เพื่อขับเคลื่อนเรือ เป็นต้น
windfarm จะประกอบด้วยกังหันลมเป็นจำนวนมาก และต่อเข้ากับสายส่งกลางเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าหลัก (ในไทยคือ กฟผ) ลมในทะเลจะมีความแรงและแน่นอนกว่าลมบนบก แต่การสร้างในทะเลถึงจะไม่ทำให้รกหูรกตามากนักแต่ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาจะแพงกว่าการสร้างบนบกมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แพงไปกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป
พลังงานลมถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อมาแทนทีพลังงานฟอสซิล มีปริมาณมาก มีอยู่ทั่วไป สะอาด หมุนเวียนได้ และมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก พลังงานลมมีความสม่ำเสมอในแต่ละปี อาจมีบางช่วงที่ขาดหายไปบ้างแต่ก็จะไม่สร้างปัญหาในการผลิตไฟฟ้าถ้าออกแบบให้มีประสิทธิภาพเพียง 20% ของปริมาณความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด การติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดจะสามารถลดปัญหาลงได้

ข้อดีข้อเสีย
1. เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ้งแวดล้อม
2. ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3. ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1. ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2. ใช้พื้นที่มาก (1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3. พื้นที่ที่มีศักยภาพเข้าถึงได้ยากเช่น บนภูเขาสูง ป่าต้นน้ำ , ชายหาด
4. ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
5. ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลาที่ลมมีความเร็วเพียงพอ (ไม่ต่ำกว่า 6-8 เมตร ต่อวินาที และไม่เกิน 25 เมตร ต่อวินาที)

พลังงานชีวมวล
ชีวมวล(Biomass) คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและ สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้  สารอินทรีย์เหล่านี้ได้มาจากพืชและสัตว์ต่างๆ เช่น  เศษไม้  ขยะ   วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การใช้งานชีวมวลเพื่อทำให้ได้พลังงานอาจจะทำโดย  นำมาเผาไหม้เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากฟอสซิล (เช่น น้ำมัน) ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและอาจหมดลงได้ ชีวมวลเล่านี้มีแหล่งที่มาต่าง ๆ กัน อาทิ พืชผลทางการเกษตร (agricultural crops) เศษวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร (agricultural residues) ไม้และเศษไม้ (wood and wood residues) หรือของเหลือจากจากอุตสาหกรรมและชุมชน ตัวอย่างเช่น
  • แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
  • ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
  • เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
  • กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
  • กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
  • ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
  • กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อ มะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
  • ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น

ข้อดีข้อเสีย
1.  เพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
2. ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
1. เชื้อเพลิงชีวมวลมีปริมาณจำกัด/ขึ้นกับฤดุการเพราะปลูก/ค่าขนส่ง (แหล่งวัตถุดิบและโรงไฟฟ้าต้องอยู่ไม่เกินรัศมี 50 กม.)
2.  มีปัญหาการเก็บรวบรวม/ควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงชีวมวล
3. มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย (ระหว่างการขนส่ง/จัดเก็บ/ผลิต

พลังงานน้ำ
พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนผู้คนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำเพื่อสร้าง Pot Wheel เพื่อใช้ในวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad : Funicular) โดยตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แบบนี้ อยู่ที่คลอง Tyrone ในไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้
พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น

ข้อดีข้อเสีย
1. นำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ
3. เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และมีอย่างต่อเนื่อง
1. การใช้พลังน้ำจะถูกจำกัดด้วยสถานที่ คือจะผลิตได้แต่เฉพาะที่ที่มี แหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น
2. อาจก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้นได้ในกรณีการพังทลายของเขื่อนกั้นน้ำ
3. เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหันต์
4.  ต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสูง

หมวดของข่าว :  พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก โรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าชีวมวล



ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/20

TAG: 

สมดุลพลังงาน คืออะไร

สมดุลพลังงาน คืออะไร

  แต่ละประเทศมีแหล่งทรัพยากรและนโยบายแตกต่างกัน ทำให้มีโครงสร้างทางพลังงานที่แตกต่างกันไปด้วย แต่สิ่งที่ทุกประเทศต้องทำเหมือนกันคือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเกิดจากการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมหรือการมีความสมดุลทางพลังงาน(Energy Balanced) ซึ่งปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสัดส่วนพลังงาน(Energy Mix) ที่เหมาะสมประกอบด้วย
          • ฐานทรัพยากรพลังงานของประเทศ
          • ต้นทุนการผลิตและการจัดหาพลังงาน
          • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม
          • นโยบายต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน
          • นโยบายต่อความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน
          • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์
20150402-A01-01
     ลองดูตัวอย่างของประเทศชั้นนำในแต่ละภูมิภาคของโลก มีวิธีการสร้างสมดุลพลังงานไฟฟ้ากันอย่างไร
สหรัฐอเมริกา
20150402-A01-02
          สหรัฐอเมริกา ยังคงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ร้อยละ 66 ส่วนใหญ่ร้อยละ 39 ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ทว่าลดลงจากร้อยละ 50 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากราคาและต้นทุนการผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอเมริกาที่ถูกลง ทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2000 เป็นเกือบร้อยละ 30 ในปัจจุบัน ขณะที่การใช้พลังงานทดแทน ก็มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม ในสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาประสิทธิภาพและต้นทุนถูกลงมาเรื่อยๆ รวมทั้งการจูงใจด้านภาษีและมาตรฐานใหม่ด้านมลภาวะที่เข้มงวด ทำให้ในปี 2014 ที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากลมและแสงอาทิตย์มีมากกว่าการเพิ่มขึ้นของการผลิตพลังงานจากก๊าซและถ่านหินเป็นปีแรก
20150402-A01-03
          กระนั้นก็ตาม แม้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่ก้าวกระโดด แต่ก็เป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ EIA จึงคาดการณ์ต่อไปว่า การผลิตพลังงานที่จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันถึงปี 2540 จะมาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 73 ทำให้ภาพรวมสัดส่วนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ก็จะยังคงสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 25 ปี
ฝรั่งเศส
20150402-A01-04
สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าไฟฟ้าของฝรั่งเศส ปี 2555
ที่มา IEA
          ยุโรปเป็นภูมิภาคที่การใช้พลังงานค่อนข้างมีความอิ่มตัว และเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ระบบไฟฟ้าของยุโรปมีความโดดเด่นด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการสร้างระบบส่งเชื่อมโยงถ่ายเทกระแสไฟฟ้าซึ่งกันและกัน ในขณะที่เยอรมันเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจอันดับ 1 ของประชาคมยุโรป กำลังปรับโครงสร้างจากการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินร้อยละ 45 และนิวเคลียร์ร้อยละ 15 ไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์ถึงร้อยละ 75 มีทิศทางการพัฒนาพลังงานที่นิ่งมากว่า 10 ปี กลายเป็นประเทศผู้นำด้านพลังงานของยูโรโซน เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีราคาถูกและระบบไฟฟ้ามั่นคงกว่า จึงเป็นประเทศส่งออกพลังงานไฟฟ้าสุทธิให้แก่ยุโรป ข้อดีประการหนึ่งของโครงสร้างพลังงานของฝรั่งเศส คือ พลังงานนิวเคลียร์ไม่ปล่อย CO2 ทำให้ฝรั่งเศสจึงไม่ได้รับแรงกดดันต่อปัญหาโลกร้อนมากเหมือนกับสหรัฐอเมริกาหรือจีน ขณะที่นิวเคลียร์ฝรั่งเศสมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 1970 และไม่เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงคุ้นเคยและไม่ต่อต้านนิวเคลียร์เหมือนคนญี่ปุ่น และเยอรมัน
          อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ผ่านกฎหมายการปฏิรูปพลังงาน ที่มีเป้าหมายลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์เหลือร้อยละ 50 ในปี 2025 และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 15 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 40 ในปี 2030 ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกยังจับตาดูว่า ฝรั่งเศสซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานหลักมาเกือบครึ่งศตวรรษ จะเดินไปถึงจุดนั้นได้จริงหรือไม่
เกาหลีใต้
20150402-A01-05
          เกาหลีใต้ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการสร้างสมดุลพลังงานอย่างน่าสนใจ มีขนาดทางเศรษฐกิจเป็นลำดับ 4 ของเอเชีย มีความก้าวหน้าและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกในอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิค เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อู่ต่อเรือ และโรงกลั่นน้ำมัน แต่ในทางพลังงานต้องพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ถึงร้อยละ 97 เป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติลำดับ 2 และถ่านหินลำดับ 4 ของโลก จึงกระจายสัดส่วนการใช้พลังงานทั้ง ถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ อย่างใกล้เคียงกัน โดยในปี 2013 มีกำลังผลิตติดตั้งโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ราว 85,000 Glossary Link เมกะวัตต์ หรือเกือบ 3 เท่าของประเทศไทย
          จากการที่เศรษฐกิจและความต้องการไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกาหลีใต้ประสบปัญหากำลังผลิตไฟฟ้าสำรองต่ำเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 -10 เท่านั้น จึงมีแผนที่จะเร่งสร้างโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก 15 โรง กำลังผลิตรวม 12,500 Glossary Link เมกะวัตต์ ภายในปี 2017 เพื่อเพิ่มกำลังผลิตจากถ่านหินให้เป็น 45,000 เมกะวัตต์ในปี 2027 เช่นเดียวกับการวางแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับกำลังผลิตสำรองไฟฟ้าเป็นร้อยละ 22 ในปี 2027
          การวางแผนโรงไฟฟ้าของเกาหลีใต้ พิจารณาเรื่องของต้นทุนการผลิตเป็นสำคัญ โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกที่สุดเรียงลำดับจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติ
          เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก เกาหลีใต้มีแผนเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากลมและแสงอาทิตย์ จากปัจจุบันที่มีเพียงร้อยละ 2 ให้ได้ร้อยละ 12 ในปี 2027 รวมทั้งจะมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยี IGCC(Integrated Gasification Combined Cycle) และ CCS(Carbon Capture Storage) มาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในอนาคต
          จากแนวโน้มในปัจจุบัน จะเห็นว่า โลกต่างเห็นพ้องถึงปัญหาโลกร้อน และมีความพยายามนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้ามากขึ้น แต่การปรับโครงสร้างพลังงานของโลก ยังต้องสร้างความสมดุลไปพร้อมๆกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงยังเป็นพลังงานหลักของโลกต่อไปอีกหลายสิบปี โดยที่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนพลังงานของแต่ละประเทศ จะไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้องมีความพร้อมของโครงสร้างต่างๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่จะมารองรับ การปรับสมดุลพลังงานที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เร็วหรือช้าเกินไป อาจทำให้เกิดความเสี่ยงและไม่ทำให้เกิดความยั่งยืนได้


ที่มา:http://www.go-nextgreen.com/index.php/content/index/id/21

TAG: 

การขนส่งถ่านหินกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลมากน้อยแค่ไหน?

ถ่านหิน

            ยุคโลกไร้พรมแดนทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างง่ายดายด้วยปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งข่าวสารในแต่ละวันที่มีมาจากหลากหลายแหล่งข่าว มีทั้งข่าวสารที่เป็นจริงเชื่อถือได้และข่าวสารที่เป็นเพียงกระแส ดังนั้น การเข้าถึงข้อมูลที่มีความเป็นจริงถูกต้องจึงเป็นเกราะป้องกันความไม่รู้และความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในสังคม นี่คือส่วนหนึ่งของความเป็นจริงที่ถูกต้องของการขนส่งถ่านหินทางทะเลมายังโครงการโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด จังหวัดกระบี่



          - เรือขนส่งที่ใช้ออกแบบเป็นเรือบรรทุกถ่านหินระบบปิด แบบมีเครื่องยนต์ในตัว ขนาด 10,000 ตัน กินน้ำลึกสูงสุด 5.5 เมตร แต่จะบรรทุกถ่านหินประมาณ 8,000 ตัน กินน้ำลึกประมาณ 4.5 เมตร โดยมีความยาวตลอดลำเรือ 120 เมตร และความกว้างของลำเรือ 30 เมตร
          - การขนส่งถ่านหินจะทำการขนส่งตรงจากแหล่งถ่านหินในต่างประเทศถึงท่าเทียบเรือ บ้านคลองรั้ว จังหวัดกระบี่ โดยไม่มีการขนถ่ายถ่านหินกลางทะเล ประกอบกับการออกแบบเรือเป็นระบบปิด จึงสามารถป้องกันไม่ให้ถ่านหินร่วงหล่นลงสู่ทะเลได้ตลอดเส้นทางการเดินเรือ
          - การขนส่งถ่านหินมีมาตรการป้องกันการร่วงหล่น และการฟุ้งกระจายอย่างเคร่งครัด สำหรับการลำเลียงถ่านหินจากเรือก็เป็นระบบปิดทั้งหมด ดังนั้นโอกาสที่ถ่านหินจะร่วงหล่นลงน้ำ หรือการฟุ้งกระจายออกมาสู่บรรยากาศจึงไม่มี ในกรณีที่ถ่านหินตกลงไปในทะเลจะไม่ทำให้สัตว์น้ำหรือปลาตาย เนื่องจากถ่านหินมีคุณสมบัติเป็นของแข็งไม่ละลายน้ำ จึงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำทะเล ไม่ทำให้สัตว์น้ำตายและไม่กระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์
          - สำหรับปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยจากเรือ ได้มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียบนเรืออยู่แล้ว และไม่มีการระบายน้ำเสียลงสู่ทะเล ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบจากน้ำเสียของเรือ
          - เรือบรรทุกถ่านหิน เป็นเรือระบบปิด หากจมลงจะไม่มีการรั่วไหลของถ่านหินออกมากระทบต่อสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ตามหากถ่านหินตกลงสู่แหล่งน้ำที่มีสภาพเป็นด่าง เช่น ในบริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณทะเลเปิด โลหะหนักที่เป็นองค์ประกอบของถ่านหิน ซึ่งอยู่ในรูปของออกไซด์จะไม่ละลายออกมา

การเดินเรือขนส่งถ่านหินจะกระทบต่อการทำประมลและการสัญจรทางน้ำหรือไม่?
          การเดินเรือจะใช้ร่องน้ำปากคลองศรีบอยาที่ใช้ขนส่งน้ำมันเตาของ กฟผ. ในปัจจุบัน โดยไม่มีการขุดลอกร่องน้ำ ซึ่งการนำเรือเข้าร่องน้ำ จะต้องรอให้มีระดับน้ำตามมาตราน้ำบริเวณปากน้ำกระบี่ของกรมอุทกศาสตร์กองทัพ เรือ เฉพาะเวลากลางวัน ซึ่งมีน้ำสูงเพียงพอที่เรือสามารถผ่านร่องน้ำศรีบอยาได้ โดยจะมีการเดินเรือเพียงวันละ 2 ลำ นอกจากนี้ยังมีมาตรการในการป้องกันและลดผลกระทบดังนี้
          - กำหนดให้มีการเดินเรือในช่วงเวลาที่น้ำขึ้นและให้ละเว้นการเดินเรือในขณะที่น้ำลงต่ำสุด
          - กำหนดความเร็วในการเดินเรือไม่ให้เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดการเกิดตะกอนในทะเลและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเรือประมง และเรือประจำทาง
          - ให้ผู้บริหารท่าเรือทำป้ายประกาศบริเวณทางเข้าท่าเทียบเรือโดยประกาศเวลาที่ เรือบรรทุกถ่านหินจะเข้า-ออก ท่าเทียบเรือ เพื่อให้เรือประมงและเรือท่องเที่ยวทราบก่อนล่วงหน้า

มาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินเรือขนถ่ายถ่านหินเป็นอย่างไร?
          - ติดตั้งทุ่นเพื่อแสดงแนวเขตร่องเดินเรือ
          - จัดเจ้าหน้าที่คอยควบคุมและให้สัญญาณในการเดินเรือเข้า-ออกในเขตท่าเทียบเรือ
          - จัดให้มีเรือสนับสนุนและแจ้งเตือน เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมีเรือเล็กแล่นเข้ามาใกล้ในระหว่างที่มีการเข้า-ออก ของเรือลำเลียงถ่านหิน เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้เรือเล็กและผู้สัญจรทางน้ำ
          - การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงาน

หากเรือบรรทุกถ่านหินล่มจะทำอย่างไร?
          - มีการเตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับ โดยจะจัดวางทุ่นเป็นการบอกตำแหน่งที่เรือจม จัดทีมพร้อมเครื่องมือสำหรับกู้เรือและขนย้ายถ่านหินออกจากเรือที่จมและมี ประดาน้ำทำการอุดหรือปะรอยรั่วก่อนทำการลากจูงไปยังอู่เรือเพื่อดำเนินการ ซ่อมแซม

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การป้องกันสารปรอทจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

          กรณีมีผู้กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินจะก่อให้เกิดสารปรอท ฝุ่น ขี้เถ้า ถูกชะลงสู่แหล่งน้ำ ตกค้างในอาหารของปลา และเข้าสู่คน ในความเป็นจริง การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีเทคโนโลยีกำจัดมลภาวะ ซึ่งทำให้สารโลหะหนักที่ปล่อยจากปล่องโรงไฟฟ้ามีค่าน้อยมาก ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินกว่าร้อยละ 40 นั้น EPA (สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม) และ FDA (องค์การอาหารและยา) ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสารปรอทว่ามีทั้งในธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ แต่จากเทคโนโลยีและมาตรฐานการควบคุมมลภาวะ ทำให้สามารถบริโภคอาหารทะเลในชีวิตประจำวันอย่างปลอดภัย
          ทั้งนี้ การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบกำจัดมลสารที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ระบบดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ และระบบดักจับสารปรอท และโลหะหนัก ดังนั้น จึงสามารถควบคุมมลสารที่ระบายจากปล่องของโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังมีระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องที่ปลายปล่องของโรงไฟฟ้า และสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า

          สำหรับเทคโนโลยีระบบจับปรอท Activated Carbon Injection (ACI) ที่นำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดักจับสารปรอทหลังการเผาไหม้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ทำให้ค่าที่ตรวจวัดได้หลังจากผ่านระบบควบคุมมลภาวะมีค่าน้อยมาก ดังนั้น วิธีการคำนวณปริมาณโลหะหนักที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า จากปริมาณการใช้ถ่านหิน จึงได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงค่อนข้างมาก

ตัวอย่างจอแสดงผลให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบได้โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

          ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าถึงร้อยละ 40 ใช้เทคโนโลยีการควบคุมและมาตรฐาน มลภาวะ รวมทั้งการตรวจวัดในธรรมชาติ จนมั่นใจว่าอาหารทะเลที่บริโภคในชีวิตประจำวันมีความปลอดภัย ทั้งต่อประชาชนทั่วไป ตลอดจน หญิงตั้งครรภ์ ทารก และเด็กๆ


          กลางปี 2014 องค์การอาหารและยา(FDA- Food and Drug Administration) และสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (EPA- Environmental Protection Agency) ได้เผยแพร่คู่มือแนะนำการบริโภคเนื้อปลา พร้อมด้วยแนวคำถาม-คำตอบ เผยแพร่บนเว็บไซต์ ให้ความรู้เรื่องสารปรอทและการบริโภคอาหารทะเลอย่างน่าสนใจว่า
    • สารปรอท มีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และโดยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ เมื่ออยู่ในน้ำ สารปรอทจะเปลี่ยนชนิดเป็น methylmercury ซึ่งเป็นชนิดของสารปรอทที่พบได้ในตัวปลา ซึ่งอาจเป็นพิษต่อสมองและระบบสมองของมนุษย์หากได้รับในปริมาณมากเกินไป
    • ปลาเกือบจะทุกประเภทมี Methylmercury อยู่ในปริมาณเล็กน้อยแตกต่างกัน โดยปลาที่ตัวใหญ่และมีอายุขัยยืนยาวจะมีปริมาณ methylmercury มากกว่า
    • ปลามีคุณค่าทางโภชนาการ มีโปรตีน แร่ธาตุ เช่น เหล็ก และมีไขมันอิ่มตัวต่ำ และยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และปลาบางชนิดมีวิตามินดีด้วย การบริโภคปลา(ที่มีปริมาณสารปรอทต่ำ) จำเป็นต่อการเติบโตของทารกในครรภ์ ทารกแรกเกิด และวัยเด็ก
    • ควรกินปลาหลากหลายชนิดอย่างน้อย 8 -12 ออนซ์(1 ออนซ์ เท่ากับ 28.4 กรัม) หรือ 2-3 มื้อต่อสัปดาห์ และหากเลี่ยงการกินปลาโดยกินวิตามินเสริมโอเมก้า 3 แทน ก็จะทำให้ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารอื่นๆในปลาที่ร่างกายต้องการ
    • ปลาส่วนใหญ่ที่คนนิยมบริโภคมีสารปรอทในปริมาณต่ำมาก เช่น แซลมอน กุ้ง ปลาพอลล๊อค (Pollock) ปลาทูน่า(กระป๋อง) ปลานิล(tilapia) ปลาดุก และปลาค้อด แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินปลา 4 ชนิด คือ Tilefish จากอ่าวเม็กซิโก คือ ปลาฉลาม ปลาดาบ และปลาแมคเคเรล (king mackerel)
    • ปลาทูน่ากระป๋องไม่ได้มีสารปรอทสูง แต่ก็แนะนำให้กินปลาให้หลากหลายชนิด
          รู้จักเทคโนโลยีที่ควบคุมโลหะหนัก และความรู้เกี่ยวกับสารปรอทในธรรมชาติ คงทำให้หลายคงคลายความวิตกกังวลและบริโภคอาหารทะเลได้อย่างสบายใจ

ที่มา: http://www.egat.co.th/

TAG: 

หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย

หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18)  21– 25 ก.ค. 58 

          กระทรวงพลังงานและ กฟผ. พร้อมรับมือ JDA-A18 หยุดผลิตก๊าซธรรมชาติ ช่วง 21 – 25 ก.ค. 2558 เชื่อมั่นไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า คุมเข้มทุกมิติ ทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และเชื้อเพลิง เตรียมมาตรการรองรับเต็มที่ พร้อมรณรงค์ขอความร่วมมือคนไทยลดการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้าไทยมีความมั่นคงอีกทางหนึ่ง 

          นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง (รวส.) ชี้แจงกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แจ้งแผนการหยุดซ่อมแหล่งก๊าซพัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย (JDA-A18) ระหว่างวันที่ 21 - 25 กรกฎาคม 2558 รวม 5 วัน เพื่อทำการติดตั้งทางเชื่อมระหว่างแท่นผลิตก๊าซธรรมชาตินั้น มีผลให้โรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 2 ไม่สามารถเดินเครื่องได้ รวมทั้งต้องมีการเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิง สำหรับเดินเครื่องโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 จากก๊าซธรรมชาติเป็นน้ำมันดีเซล ดังนั้น กฟผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีมาตรการและแผนการรองรับอย่างเต็มที่ ทั้งด้านผลิตไฟฟ้า ระบบส่งไฟฟ้า และเชื้อเพลิง พร้อมขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ตลอดถึงกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่ให้ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติดังกล่าว เพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง
          สำหรับมาตรการรองรับของ กฟผ. เตรียมไว้ 3 ด้าน คือ ด้านระบบผลิตไฟฟ้า โดยโรงไฟฟ้าจะนะชุดที่ 1 พร้อมเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล ตรวจสอบโรงไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมดให้พร้อมใช้งาน งดการหยุดเครื่องบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าภาคใต้ในช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และประสานการไฟฟ้ามาเลเซียขอซื้อไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉิน ด้านระบบส่ง ทำการตรวจสอบสายส่งและอุปกรณ์สำคัญในภาคใต้ให้พร้อมใช้งานก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และหยุดการบำรุงรักษาระบบส่งภาคใต้ช่วงหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ และด้านเชื้อเพลิง ได้สำรองน้ำมันให้เพียงพอเต็มความสามารถจัดเก็บก่อนเริ่มหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ โดยโรงไฟฟ้ากระบี่ ได้จัดเก็บน้ำมันเตา 25.4 ล้านลิตร และโรงไฟฟ้าจะนะ ได้จัดเก็บน้ำมันดีเซล 20 ล้านลิตร ทั้งนี้ได้เตรียมทีมงานติดตามสถานการณ์ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตลอดจนมีแผนสำรองพร้อมเข้าแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที
          “กฟผ. ได้เตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ JDA-A18 ไว้ทุกด้าน จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้อย่างแน่นอน” รวส. กล่าวย้ำ นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดพลังงาน พร้อมใช้มาตรการลดการใช้ไฟฟ้า (Demand Response : DR) จากภาคเอกชน ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง (18.00 – 22.00 น.) ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมของประเทศเป็นสำคัญ



TAG: 



วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลอด LED ประหยัดจริง ทนจริง

หลอด LED ประหยดพลังงาน

หลอด LED ทนจริงหรือไม่ ทำไมจึงเสียเร็ว? ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าของหลอด LED ทำให้มีอายุการใช้งาน 15,000-50,000 ชั่วโมง ซึ่งยาวนานกว่าหลอดไส้ หลอดตะเกียบ ที่มีอายุการใช้งานที่ 1000 ชั่งโมง และ 6000 ชั่วโมง ตามลำดับ

LED E2730062558
สำหรับหลอด LED ที่ได้รับการรับรองฉลาก เบอร์ 5 ต้องมีการใช้งานยาวนานไม่น้อยกว่า 15,000 ชั่วโมง

Table-30062558
          อย่างไรก็ตาม กรณีที่หลอด LED เสียเร็ว อาจพบได้กับหลอด LED ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือนำไปใช้งานไม่เหมาะสม ดังนั้นในการเลือกซื้อหลอด LED สิ่งแรกที่ต้องดูคือ มีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่ และที่สำคัญต้องมีฉลากเบอร์ 5 ติดรับรอง เพื่อมั่นใจว่า หลอดLED ที่ซื้อใช้งานได้ยาวนานและประหยัดไฟฟ้า

          สำหรับการนำไปใช้งานที่ถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราใช้งาน หลอด LED ได้ทนทานยาวนาน กว่าเช่น ไม่นำไปใช้ในโคมปิดทำให้เกิดความร้อนสะสม จนหลอดเสื่อมสภาพก่อนกำหนด หากเป็นหลอดที่ได้มาตรฐาน แต่เสียเร็ว ผู้ผลิตมีหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในการเปลี่ยนหลอดใหม่ให้แก่ลูกค้า
               หลอด LED มีความคงทนกว่าหลอดไส้และหลอดตะเกียบ เพราะมีเพียงชิบตัวเล็กๆ ที่ให้ไฟฟ้าวิ่งผ่าน และเปล่งแสงออกมาได้ในทางตรง ไม่ฟุ้งกระจายหรือสูญเสียแสงไปในพื้นที่ๆ ไม่ต้องการเหมือนหลอดประเภทอื่น มีระดับแสงสว่างและความถูกต้องของเฉดสีที่สม่ำเสมอ ไม่มีสารปรอททำให้ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม

ประหยัดพลังงาน





หากเราจะเลือกใช้งานแทนหลอดเดิมสามารถเลือกได้ตามตาราง
Table2-30062558

     
    ในปัจจุบัน กฟผ. กำลังเร่งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนหันมาใช้หลอด LED ที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดผลการประหยัดพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง กฟผ. ได้ประสานงานกับผู้ประกอบการจำนวน 8 ราย ลดราคาหลอด LED ชนิด Bulb ในราคาพิเศษ และบรรจุลงในกล่อง กฟผ. พร้อมประสานงานการจัดจำหน่ายผ่านผู้จัดจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดการจำหน่ายประมาณ 500,000 หลอด
         สำหรับหลอด LED ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังได้รับกระแสตอบรับทั่วโลก ทั้งยังสามารถนำมาใช้งานแทนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างปัจจุบันได้ทุกชนิด พอจะสรุปเป็นข้อได้เปรียบกว่าหลอดเทคโนโลยีเดิมคือ

Table3-30062558



TAG: 

พลังงานทางเลือกใหม่


พลังงานแสงอาทิตย์
พลังงานแสงอาทิตย์แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆคือ พลังงานที่เกิดจากแสงและพลังงานที่เกิดจากความร้อน
  1. พลังงานที่เกิดจากแสง รูปแบบการนำพลังงานของแสงอาทิตย์มาใช้งาน แบ่งอย่างกว้าง ๆ เป็น 2 รูปแบบ ขึนอยู่กับวิธีการในการจับพลังงานแสง การแปรรูปให้เป็นพลังงานอีกรูปหนึ่ง และการแจกจ่ายพลังงานที่ได้ใหม่นั้น รูปแบบแรกเรียกว่า แอคทีพโซลาร์ เป็นการใช้วิธืการของ โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar thermal เพื่อจับและเปลี่ยนพลังงานของแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนโดยตรง อีกรูปแบบหนึ่งก็คือ พาสซีฟโซลาร์ เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ การออกแบบอาคารในประเทศหนาวให้รับแสงแดดได้เต็มที่ หรือ การติดตั้งวัสดุที่ไวต่ออุณหภูมิ thermal mass เพื่อปรับสมดุลของอากาศในอาคาร หรือติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติกระจายแสง หรือการออกแบบพื้นที่ว่างให้ อากาศหมุนเวียนโดยธรรมชาติ
  2. พลังงานที่เกิดจากความร้อน เช่นพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานคลื่น เป็นต้น
ตัวอย่างรูปแบบ แอคทีพโซลาร์ ได้แก่
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยวิธี โฟโตโวลตาอิคส์ หรือ solar photovoltaics เช่น เซลล์แสงอาทิตย์
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนของแสงอาทิตย์ หรือ solar thermal electricity
  • การผลิตความร้อนจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ solar heating
              
ข้อดี
ข้อเสีย
1.  เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
2.  ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3.  ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1.  ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2.  ใช้พื้นที่มาก ( 1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3.   ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
4.  ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะช่วงที่มีแดดจัด เมฆมากจะผลิตได้น้อย

พลังงานลม
พลังงานลม เป็นพลังงานตามธรรมชาติที่เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ความกดดันของบรรยากาศและแรงจากการหมุนของโลก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเร็วลมและกำลังลม เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าลมเป็นพลังงานรูปหนึ่งที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งในบางครั้งแรงที่เกิดจากลมอาจทำให้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยพังทลายต้นไม้ หักโค่นลง สิ่งของวัตถุต่าง ๆ ล้มหรือปลิวลอยไปตามลม ฯลฯ ในปัจจุบันมนุษย์จึงได้ให้ความสำคัญและนำพลังงานจากลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากพลังงานลมมีอยู่โดยทั่วไป ไม่ต้องซื้อหา เป็นพลังงานที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสภาพแวดล้อม และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่รู้จักหมดสิ้น พลังงานลมก็เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์คือไม่ต้องซื้อ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำเอาพลังงานลมมาใช้ประโยชน์มากขึ้น พื้นที่ยังมีปัญหาในการวิจัยพัฒนานำเอาพลังงานลมมาใช้งานเนื่องจากปริมาณของลมไม่สม่ำเสมอตลอดปี แต่ก็ยังคงมีพื้นที่บางพื้นที่สามารถนำเอาพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เช่น พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลเป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ช่วยในการเปลี่ยนจากพลังงานลมออกมาเป็นพลังงานในรูปอื่น ๆ เช่น ใชั กังหันลม wind turbineเพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานไฟฟ้า กังหันโรงสี หรือ windmill เพื่อเปลี่ยนให้เป็น พลังงานกล คือเมื่อต่อเข้ากับระหัดวิดน้ำเพื่อระบายน้ำหรือต่อเข้ากับจักรกลก็สามารถใช้สีข้าวหรือนวดแป้งได้ กังหันสูบน้ำ หรือ wind pump, sails หรือใบเรือ เพื่อขับเคลื่อนเรือ เป็นต้น
windfarm จะประกอบด้วยกังหันลมเป็นจำนวนมาก และต่อเข้ากับสายส่งกลางเพื่อผลิตไฟฟ้าให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าหลัก (ในไทยคือ กฟผ) ลมในทะเลจะมีความแรงและแน่นอนกว่าลมบนบก แต่การสร้างในทะเลถึงจะไม่ทำให้รกหูรกตามากนักแต่ค่าใช้จ่ายและการบำรุงรักษาจะแพงกว่าการสร้างบนบกมากเลยทีเดียว แต่ก็ไม่แพงไปกว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไป
พลังงานลมถูกนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกเพื่อมาแทนทีพลังงานฟอสซิล มีปริมาณมาก มีอยู่ทั่วไป สะอาด หมุนเวียนได้ และมีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมน้อยมาก พลังงานลมมีความสม่ำเสมอในแต่ละปี อาจมีบางช่วงที่ขาดหายไปบ้างแต่ก็จะไม่สร้างปัญหาในการผลิตไฟฟ้าถ้าออกแบบให้มีประสิทธิภาพเพียง 20% ของปริมาณความต้องการไฟฟ้าทั้งหมด การติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดจะสามารถลดปัญหาลงได้

ข้อดีข้อเสีย
1. เป็นพลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ้งแวดล้อม
2. ไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง
3. ระบบไม่ซับซ้อน (ก่อสร้าง/ติดตั้งง่าย/ค่าบำรุงรักษาไม่สูง)
1. ต้นทุนด้านอุปกรณ์สูง
2. ใช้พื้นที่มาก (1 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ประมาณ 25 ไร่)
3. พื้นที่ที่มีศักยภาพเข้าถึงได้ยากเช่น บนภูเขาสูง ป่าต้นน้ำ , ชายหาด
4. ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าต่อกำลังการติดตั้งต่ำ
5. ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะเวลาที่ลมมีความเร็วเพียงพอ (ไม่ต่ำกว่า 6-8 เมตร ต่อวินาที และไม่เกิน 25 เมตร ต่อวินาที)

พลังงานชีวมวล
ชีวมวล(Biomass) คือ สารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและ สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้  สารอินทรีย์เหล่านี้ได้มาจากพืชและสัตว์ต่างๆ เช่น  เศษไม้  ขยะ   วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การใช้งานชีวมวลเพื่อทำให้ได้พลังงานอาจจะทำโดย  นำมาเผาไหม้เพื่อนำพลังงานความร้อนที่ได้ไปใช้ ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าทดแทนพลังงานจากฟอสซิล (เช่น น้ำมัน) ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและอาจหมดลงได้ ชีวมวลเล่านี้มีแหล่งที่มาต่าง ๆ กัน อาทิ พืชผลทางการเกษตร (agricultural crops) เศษวัสดุเหลือทิ้งการเกษตร (agricultural residues) ไม้และเศษไม้ (wood and wood residues) หรือของเหลือจากจากอุตสาหกรรมและชุมชน ตัวอย่างเช่น
  • แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก
  • ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย
  • เศษไม้ ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัสเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้
  • กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด
  • กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง
  • ซังข้าวโพด ได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก
  • กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนำมะพร้าวมาปลอกเปลือกออกเพื่อนำเนื้อ มะพร้าวไปผลิตกะทิ และน้ำมันมะพร้าว
  • ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์เป็นต้น

ข้อดีข้อเสีย
1.  เพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
2. ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
1. เชื้อเพลิงชีวมวลมีปริมาณจำกัด/ขึ้นกับฤดุการเพราะปลูก/ค่าขนส่ง (แหล่งวัตถุดิบและโรงไฟฟ้าต้องอยู่ไม่เกินรัศมี 50 กม.)
2.  มีปัญหาการเก็บรวบรวม/ควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิงชีวมวล
3. มีฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย (ระหว่างการขนส่ง/จัดเก็บ/ผลิต

พลังงานน้ำ
พลังงานน้ำ เป็นรูปแบบหนึ่งการสร้างกำลังโดยการอาศัยพลังงานของน้ำที่เคลื่อนที่ ปัจจุบันนี้พลังงานน้ำส่วนมากจะถูกใช้เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้แล้วพลังงานน้ำยังถูกนำไปใช้ในกรมชลประทาน การสี การทอผ้า และใช้ในโรงเลื่อย พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานแล้วนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ในการงานต่างๆ ในอินเดีย และชาวโรมันก็ได้มีการประยุกต์ใช้เพื่อใช้ในการโม่แป้งจากเมล็ดพืชต่างๆ ส่วนผู้คนในจีนและตะวันออกไกลก็ได้มีการใช้พลังงานน้ำเพื่อสร้าง Pot Wheel เพื่อใช้ในวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟูถึงขีดสุด ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง (Inclined Plane Railroad : Funicular) โดยตัวอย่างของการประยุกต์ใช้แบบนี้ อยู่ที่คลอง Tyrone ในไอร์แลนด์เหนือ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำในยุคนั้นต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น ปัจจุบันนี้ พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ที่ห่างจากแหล่งน้ำได้
พลังงานน้ำเกิดจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ให้ความร้อนแก่น้ำและทำให้น้ำกลายเป็นไอน้ำลอยตัวสูงขึ้น มวลน้ำที่อยู่สูงขึ้นจากจุดเดิม (พลังงานศักย์) เมื่อมวลไอน้ำกระทบความเย็นก็จะเปลี่ยนเป็นของเหลวอีกครั้ง และตกลงมาเนื่องจากเนื่องจากแรงดึงดูดของโลก (พลังงานจลน์) การนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ประโยชน์ทำได้โดยการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำให้เป็นกระแสไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในการเปลี่ยนนี้คือ กังหันน้ำ (Turbines) น้ำที่มีความเร็วสูงจะผ่านเข้าท่อแล้วถ่ายทอดพลังงานจลน์เข้าสู่กังหันน้ำ ซึ่งจะไปหมุนขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอีกทอดหนึ่ง ในปัจจุบันพลังงานที่ได้จากแหล่งน้ำที่รู้จักกันโดยทั่วไปคือ พลังงานน้ำตก พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง พลังงานคลื่น

ข้อดีข้อเสีย
1. นำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. ไม่ทำให้เกิดมลภาวะ
3. เป็นแหล่งพลังงานที่เชื่อถือได้ และมีอย่างต่อเนื่อง
1. การใช้พลังน้ำจะถูกจำกัดด้วยสถานที่ คือจะผลิตได้แต่เฉพาะที่ที่มี แหล่งน้ำขนาดใหญ่เท่านั้น
2. อาจก่อให้เกิดมหันตภัยขึ้นได้ในกรณีการพังทลายของเขื่อนกั้นน้ำ
3. เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหันต์
4.  ต้องใช้เงินลงทุนในการก่อสร้างสูง

หมวดของข่าว :  พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก โรงไฟฟ้า พลังงานสะอาด โรงไฟฟ้าชีวมวล